น้ำมันกับเครา

จากตอนที่แล้ว ผมได้ยกคำกล่าวของผู้สันทัดกรณีชาวตะวันตกหลายท่าน ซึ่งกลาวไว้ว่า ผลิตภัณฑ์อะไรที่ใช้กับผม ก็สามารถไปใช้กับหนวดเคราได้เช่นกันอันที่จริง คำกล่าวดังกล่าวก็เป็นความจริงอยู่ ทั้งนี้เพราะไม่ว่าจะเป็นเส้นผม หรือหนวดเครา ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเส้นขนซึ่งมีโครงสร้างเหมือนกันทั้งนั้นครับ
ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาดผมได้ดี ก็ควรจะทำความสะอาดหนวดเคราได้ดีด้วยเช่นกัน...
แต่ทว่า ผิวหนังที่อยู่ภายใต้ผมบนศีรษะ กับผิวหนังที่อยู่ภายใต้หนวดเคราของเรานั้น โดยทั่วไปแล้ว มีความแตกต่างกันอยู่ ทั้งเรื่องของประสาทสัมผัส ความนุ่ม และการไหลเวียนของเลือดที่มาหล่อเลี้ยงบนผิวหน้าของเรานั้นมีมากกว่า ทำให้ในทางปฏิบัติแล้ว เราอาจจะต้องเอาใจใส่เลือกผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวหน้าของเรามากกว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับเส้นผมบนศีรษะตอนนี้ ผมจะมาคุยในเรื่องของการใช้น้ำมันกับเคราโดยเฉพาะเลยครับ...

สำหรับชายทั่วไปที่ไว้เคราสั้น โดยส่วนมากมักจะไม่ค่อยมีปัญหากับเครากันสักเท่าใดนัก สามารถใช้ผลิตภัณฑ์อะไรก็ได้ในการล้างหน้าและเคราของตน แต่พอเครายาวขึ้นถึงระดับหนึ่ง ก็มักจะเริ่มประสบปัญหาว่า ผลิตภัณฑ์บางตัวเริ่มไม่ค่อยเหมาะกับเคราที่ยาวขึ้น ดังที่ผมได้กล่าวมาในตอนที่แล้วในเรื่องของการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้ล้างหน้า...เมื่อเคราเริ่มยาว สิ่งหนึ่งที่เราจะเริ่มสังเกตเห็นได้ชัดก็คือ เครานั้นจะเริ่มลู่ลงไม่ตั้งชี้เด่ออกมาเหมือนตอนที่เครายังสั้นอยู่ และขนเคราเริ่มมีความนิ่มนวลต่อมือมากขึ้น ...จนหลายๆ คนเวลาปล่อยความคิดไปไกลๆ ก็มักจะลืมตัวลูบเคราของตนไปอย่างสบายใจโดยอัตโนมัติ...กระนั้น สำหรับคนหลายๆ คนนั้น แม้ว่าเคราจะยาวขึ้น แต่ก็มักจะพบปัญหาที่ว่าขนเครามักจะมีความหยักศกมากกว่าเส้นผม และมักจะเริ่มชี้ไปในทิศทางต่างๆ หรือพองตัวกลายเป็นพุ่ม บางคนที่โชคดีเคราหนาๆ ก็อาจจะตั้งใจไว้เป็นพุ่มโต ซึ่งเรียกหนวดเคราสไตล์นี้กันว่า garibaldi
Fritz Sendlhofer เป็นแชมป์โลกเคราทรงการิบาลดิคนปัจจุบันครับ

และนี่คือ Giuseppe Garibaldi ซึ่งชื่อถูกนำมาใช้เป็นสไตล์ของหนวดเคราที่กล่าวมาครับ..
กระนั้น หลายๆ คนหากพยายามไว้เคราที่ยาวเป็นพุ่ม หรือเป็นทรงใดก็ตาม มักจะมีปัญหาที่เส้นขนนั้นอาจจะไม่ได้อยู่ชิดกันสวยนัก แต่พองตัวฟูฟ่องเหมือนคนอดหลับอดนอนที่ผมพองเป็นพุ่มกระเซิงบนหัว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีเส้นขนใหญ่ เคราที่ยาวจะดูรุงรังไม่สวยงาม เพราะปลายขนของเครามักจะชี้พองจนดูไม่ค่อยเป็นทรง...การช่วงลดอาการพองฟูไร้ทรงของเครานั้น ในเบื้องต้นสามารถช่วยได้โดยการใช้ครีมนวดผมกับเคราให้บ่อยขึ้น กระนั้นหลายคนครีมนวดผมอย่างเดียวก็เอาไม่อยู่ วิธีที่ช่วยได้ต่อมา โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีเส้นขนใหญ่ ทำได้โดยการหมักน้ำมันครับ...

การหมักเคราด้วยน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์
วิธีหนึ่งที่มีการแนะนำให้ใช้กัน นั่นก็คือการหมักเคราด้วยน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ (Virgin olive oil) ซึ่งในปัจจุบันเราค่อนข้างจะหาซื้อได้ง่ายครับ โดยสามารถพบได้ที่หมวดน้ำมันประกอบอาหารแบบพรีเมียมของห้างสรรพสินค้าทั่วไป โดยข้างขวดก็จะมีการเขียนภาษาอังกฤษไว้ว่า Virgin Olive Oil ขวดหนึ่งราคาหลายสตางค์อยู่ แต่เนื่องจากเรานำมาใช้หมักเครา จึงใช้น้อยกว่าการนำไปประกอบอาหาร จึงสามารถใช้ได้นานพอควรครับกว่าจะหมดขวด ให้ท่านเลือกขวดที่ยังคงสภาพเป็นน้ำมันมาใช้นะครับ (ไม่เอาขวดที่เป็นไข)
ในการเตรียมน้ำมันมะกอก ผมมักจะถ่ายน้ำมันออกจากขวดใหญ่ ใส่ลงในขวดเล็ก ซึ่งตามปกติแล้วคนที่ใช้น้ำมันชโลมเคราเป็นประจำ ก็มักจะมีขวดน้ำมันเหล่านี้เหลือบานเบอะ ก็สามารถนำมาใช้ได้ครับ ส่วนขวดใหญ่ก็เก็บไว้ในตู้เย็นครับ เพื่อจะได้เก็บไว้ใช้ได้นานๆ
การหมักน้ำมันมะกอกนั้น อาจจะทำสักสองสามครั้งต่อสัปดาห์ก็พอครับ โดยทำในช่วงก่อนอาบน้ำสระผม เริ่มจากการชโลมเคราให้เปียกหมาดๆ เพื่อที่จะได้ชโลมน้ำมันได้ง่ายขึ้น จากนั้นก็เทน้ำมันใส่มือประมาณหนึ่งฝาขวดน้ำอัดลม (หรือมากพอเพียงที่จะชโลมเคราได้ทั่ว) แล้วใช้มือลูบเคราให้ทั่ว ในการชโลมก็ควรใช้นิ้วแทงเข้าไปในเคราให้ลึก เพื่อส่งผ่านน้ำมันให้ไปเคลือบเส้นขนให้ได้ทั่วถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้เมื่อชโลมจนทั่วแล้ว ทิ้งไว้อย่างนั้นราวสิบถึงสิบห้านาทีครับ ในช่วงเวลานี้ก็อาจจะทำธุระส่วนตัวต่อไปในห้องน้ำได้พอดี... จากนั้นก็ล้างออกด้วยแชมพูครับ...
ดังนั้น วิธีที่สะดวกที่สุดคือ เริ่มหมักน้ำมันมะกอกตอนเข้าห้องน้ำ จากนั้นเมื่อครบเวลาจึงค่อยอาบน้ำโดยเริ่มต้นจากการสระผมและหนวดเครา ซึ่งจะชะล้างน้ำมันมะกอกที่เหลือออกไปพร้อมกัน ทั้งนี้อาจจะต้องใช้แชมพูปริมาณมากหน่อย เพราะน้ำมันมะกอกจะมีลักษณะค่อนข้างเหนียวและล้างออกยากสักหน่อยครับ...
หลังจากการหมักน้ำมันมะกอก จะรู้สึกได้เลยครับว่า เคราจะมีความนุ่มและมีน้ำหนักมากขึ้น จะจัดทรงได้ดีขึ้นกว่าแค่การใช้ครีมนวดผมเพียงอย่างเดียว
อนึ่ง... เนื่องจากน้ำมันมะกอก เป็นน้ำมันโมเลกุลใหญ่ที่ไม่สามารถซึมเข้าผิวหนังได้ ตัวน้ำมันมะกอกที่หลงเหลืออยู่บนผิวหนังจะเคลือบผิวหนังและอาจสร้างปัญหาเรื่องสิวอุดตันได้ครับ ดังนั้นหากท่านใดที่พบว่า หลังจากการหมักเคราด้วยน้ำมันมะกอกไปแล้ว เกิดมีสิวอุดตันขึ้นทั้งๆ ที่ปกติไม่ควรจะมี ให้ลดเวลาในการหมักลงครับ เช่น เคยหมักด้วยเวลา 15 นาที ก็ให้ลดเวลาลงมาเหลือ 10 นาทีก็พอครับ...

น้ำมันสำหรับชโลมเครา (Beard Oil)
การใช้น้ำมันมะกอก หรือครีมนวดผม สามารถช่วยในการเพิ่มน้ำหนัก เครานุ่มขึ้น จัดทรงให้เคราอยู่ตัวได้ง่ายขึ้น แต่เนื่องจากเราไม่สามารถทิ้งน้ำมันมะกอกหรือครีมนวดผมไว้บนเคราได้ตลอดเวลา หรือบางคนไม่อยากเสียเวลาและความยุ่งยากในการหมักเครา ดังนั้น สำหรับคนเครายาว ก็มีหนทางที่ช่วยทำให้เคราอยู่ทรงสวย นั่นคือการใช้น้ำมันสำหรับเครา (beard oil) โดยเฉพาะครับ... และคนเครายาวที่ไว้ทรงกันสวยๆ โดยทั่วไปนั้น จะต้องใช้น้ำมันเครานี้เสมอกันทุกวันล่ะครับ ผมเองก็ใช้ประจำทุกวันตอนเช้าก่อนไปทำงานหรือออกไปข้างนอกเช่นกัน นอกจากนี้น้ำมันเครายังสามารถช่วยทำให้ผิวหนังภายใต้ชุ่มชื้น และสำหรับคนที่มีอาการคันจากเคราที่ขึ้นใหม่ ก็พบว่าอาจสามารถช่วยลดอาการคันลงได้ด้วยบ้างเหมือนกัน

น้ำมันเครา (beard oil) เป็นน้ำมันที่ตามปกติแล้ว เราจะใช้หลังการอาบน้ำตอนเช้า ก่อนออกจากบ้าน โดยเมื่ออาบน้ำเสร็จแล้ว เราจะเช็ดเคราให้หมาดๆ ด้วยผ้าขนหนู (อย่าเช็ดจนแห้งสนิท เพราะจะทำให้ใส่น้ำมันได้ลำบากมากขึ้นและเปลือง) ในขณะที่เครายังมีความชื้นหลงเหลืออยู่นั้น ให้หยดน้ำมันเคราลงในฝ่ามือประมาณ 3-4 หยดสำหรับคนเคราสั้น หรือประมาณ 6-7 หยดสำหรับคนเครายาว หรือใช้จำนวนหยดที่ท่านสามารถใช้ได้หมดพอดีโดยไม่เหลือคราบน้ำมันบนฝ่ามือครับ ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์น้ำมันเคราโดยทั่วไปจะทำออกมาในลักษณะมีแป้นกดน้ำมันที่หัว ทำให้เราสามารถนับจำนวนการกดได้สะดวก หรือ ไม่ก็ทำออกมาในลักษณะที่สามารถเทออกมาเป็นหยดๆ ได้
 
การใช้น้ำมันเครา ก็ให้ถูมือข้างที่มีน้ำมันอยู่ในฝ่ามือ กับมืออีกข้างหนึ่ง เพื่อกระจายน้ำมันให้ทั่วฝ่ามือทั้งสองข้าง จากนั้นให้ลูบไปยังบริเวณคางและใต้คางซึ่งมีขนมากที่สุด ใช้นิ้วไชเช้าไปด้านในเพื่อให้น้ำมันเคลือบทั้งเส้นขนและผิวหนังด้านใต้ได้ดี ค่อยๆ ไล่ขึ้นมายังบริเวณจอนทั้งสองข้าง จากนั้นก็ลูบลงมาตามแนวเส้นเครา ทำให้ทั่วทั้งเครา สุดท้ายจึงค่อยใช้หวีในการแต่งเคราจัดเส้นขนให้เรียบร้อยไม่พันกันครับ แต่ถ้าพบว่า น้ำมันเครามีลักษณะหนืดเกินไป หรือพบว่ามีปัญหาเกิดสิวอุดตันขึ้นที่ใต้เครา ก็อาจจะใช้ให้น้อยลง และใช้วิธีลูบเคราเฉพาะด้านนอกเพื่อให้ขนของเคราลู่ลงก็เป็นอันใช้ได้เหมือนกันครับ (นี่เป็นวิธีที่ผมใช้ตามปกติทุกเช้า เพราะน้ำมันเคราที่ใช้ปัจจุบันเป็นเซรั่มสำหรับเส้นผม ไม่ใช่น้ำมันเคราที่มีส่วนผสมหักของน้ำมันจากพืชธรรมชาติเป็นส่วนผสมหลัก)

การเลือกน้ำมันเครา
สำหรับบ้านเรานั้น (และอาจรวมไปถึงในต่างประเทศหลายที่ด้วยครับ) จะไม่มีน้ำมันเคราขายกันอย่างแพร่หลายนักตามห้างร้านทั่วไป ทั้งนี้คงเป็นเพราะบ้านเราคนไว้เครายาวมีน้อยมาก แถมหลายๆ คนที่ไว้เคราในบ้านเราก็อาจจะไม่ค่อยได้เคยใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงเครากันสักเท่าใดก็อาจเป็นได้ แต่กระนั้น น้ำมันเคราถือเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่มีหลายๆ คนทั่วโลกทำขายได้กำไรกันอย่างงดงาม และมีขายกันทั่วไปในอินเทอร์เน็ต และในบ้านเรา หลายยี่ห้อก็โฆษณาขายกันในรูปของเซรั่มสำหรับหนวดเครา หรือไม่ก็เป็นยาปลูกหนวดเครานั่นแหละครับ (ซึ่งตัวผลิตภัณฑ์จะเขียนชื่อภาษาอังกฤษไว้ว่าเป็น beard oil)
คำถามสำหรับคนที่อยากจะจัดทรงเคราให้ดูเรียบร้อยไม่กระเซอะกระเซิงก็คือ ...งั้นคนไทยอย่างเราๆ ท่านๆ หรือผมเองนั้น จะหาน้ำมันเครา (ที่ไม่ได้ขายเป็นยาปลูกหนวดเครา ซึ่งจะมีราคาแพงกว่าปกติเพราะเป็นสินค้าพรีเมียม) ได้จากที่ไหนกันล่ะ...ก่อนอื่นเราต้องมาดูคุณลักษณะของน้ำมันเครากันก่อนครับ....น้ำมันเครานั้น โดยทั่วไปจะประกอบไปด้วยน้ำมันที่เหมาะสำหรับเคลือบเส้นขนและมีคุณลักษณะโดยทั่วไปใกล้เคียงกับน้ำมันธรรมชาติที่ผิวหนังสร้างขึ้น เป็นส่วนประกอบหลัก ส่วนความแตกต่างของแต่ละยี่ห้อ หรือผลิตภัณฑ์แต่ละตัว จะมาอยู่ที่น้ำมันตัวที่สอง ซึ่งเป็นน้ำมันที่ให้กลิ่น น้ำมันที่ให้กลิ่นเหล่านี้ก็อย่างเช่น กลิ่นดอกมะลิ น้ำมันทรีที น้ำมันยูคาลิปตัส เป็นต้น ซึ่งน้ำมันให้กลิ่นเหล่านี้เราพอจะเห็นวางขายกันในห้างบ้านเรา หรือตามซุ้มขายน้ำมันกันพอสมควร แต่น้ำมันตัวนี้เรามาใช้ชโลมเคราตรงๆ ไม่ได้ครับ เพราะอาจจะมีปฏิกิริยาต่อผิว (อาจเกิดอาการแพ้) (สำหรับคนที่อยากจะทำน้ำมันเคราใช้เอง ก็ให้ใช้น้ำมันให้กลิ่นพวกนี้เติมเพียงเล็กน้อยเวลาผสมน้ำมันเทลงขวด เพื่อให้มีกลิ่นติดเคราเท่านั้น) นอกจากนี้ก็อาจจะมีส่วนประกอบที่เหลือที่จะแตกต่างกันไปในผลิตภัณฑ์แต่ละตัว ตัวน้ำมันหลักที่เหมาะสำหรับเส้นขนและเหมาะต่อผิวหนัง ที่นิยมใช้กันในทุกวันนี้ก็มีน้ำมันจากเมล็ดของต้นอากาเนีย (argan oil) น้ำมันจากเมล็ดอัลมอนด์หวาน (sweet almond oil) หรือน้ำมันจากเมล็ดของต้นโฮโฮบา (jojoba oil) ต้นโฮโฮบาเป็นพืชประจำถิ่นอเมริกาใต้ ดังนั้นบ้านเราจึงค่อนข้างหาซื้อยากครับ ตามห้างร้านทั่วไปเข้าไปถามนี่จะไม่มีใครรู้จักสักเท่าใดเลยครับ (แต่ก็พอจะหาซื้อได้ โดยมีขายเป็นราคาต่อกิโลกรัมจากร้านขายวัตถุดิบสำหรับนำมาใช้ทำเครื่องสำอางค์)
ดังนั้น น้ำมันเคราที่ดี จึงมักจะมีส่วนผสมของน้ำมันอาร์กัน หรือน้ำมันโฮโฮบา กับน้ำมันให้กลิ่นเป็นส่วนผสมหลัก น้ำมันเคราที่ดีนั้น เมื่อเราชโลมเคราจนทั่วแล้ว เราจะพบว่าเราแทบที่จะไม่ต้องเช็ดมือของเราเลยครับ เพราะน้ำมันที่เหลือจะสร้างความนุ่มให้กับผิวมือและรู้สึกแห้งแต่นุ่ม โดยไม่ต้องพึ่งผ้าขนหนู และน้ำมันเคราที่ดี จะไม่สร้างปัญหาให้กับรูขุมขน นั่นคือโอกาสที่จะเกิดสิวอุดตันจากน้ำมันจึงมีได้น้อยหรือไม่มีเลย แต่ว่า จะไปหาซื้อที่ไหน... นี่คือคำถามที่คนซึ่งไว้เครายาวแบบผมอยากได้คำตอบ....
หากไม่สามารถที่จะหาซื้อน้ำมันเคราที่ใช้ส่วนผสมดังกล่าวได้ หรือไม่สามารถซื้อมาทีละเยอะๆ แล้วผสมเอาไว้ใช้เองยาวๆ ก็คงต้องหาพึ่งน้ำมันที่ผู้หญิงใช้ ตามสูตรที่ผมว่าไว้เมื่อตอนที่แล้วครับว่า ผลิตภัณฑ์ของผู้หญิงมีอะไร เราก็ไปด้อมๆ มองๆ เพื่อดูว่ามีอะไรเราจะมาใช้ได้บ้าง...
...จากการด้อมๆ มองๆ ของผมมาปีเศษ (จนตอนหลังไม่ต้องด้อมๆ มองๆ อีกแล้ว เพราะหน้าด้าน... เอ้ย.. เคยชินไปแล้วครับ) ก็พบว่ามีผลิตภัณฑ์ของผู้หญิงประเภทหนึ่งที่เหมาะมาใช้กับเคราของเราได้เช่นกันครับ...

นั่นคือผลิตภัณฑ์ประเภทน้ำมันแต่งผม (แบบไม่ต้องล้างออก) และเซรั่มบำรุงผม นั่นเองครับ...
ผลิตภัณฑ์ทั้งสองประเภทนั้น เมื่อผมอ่านส่วนประกอบแล้ว ก็เข้าใจได้ในทันทีว่า มันก็คือผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันนั่นแหละครับ เพียงแต่เซรั่มบำรุงผม จะเป็นน้ำมันในกลุ่มพรีเมียม มักจะมีราคาแพงกว่าประมาณหนึ่งเท่าตัว และมีส่วนผสมที่(ดูเหมือน) จะมีคุณภาพกว่า...
น้ำมันแต่งผมและเซรั่มบำรุงผมนั้น มีส่วนผสมหลักก็คือตัวน้ำมันสำหรับชโลมเส้นขน (จุดประสงค์เช่นเดียวกันกับน้ำมันเครานั่นแหละครับ) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อลดต้นทุน และยืดอายุผลิตภัณฑ์ เรามักจะพบว่ามีการใช้ไดเมธิโคน (Dimethicone) กันเป็นหลัก ตัวไดเมธิโคนนี้เป็นน้ำมันอยู่ในกลุ่มของน้ำมันซิลิโคน ซึ่งนิยมนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์กันมากครับ โดยมีคุณสมบัติในการเคลือบเส้นขนให้มีความแวววาวและลื่น (และสารนี้ยังมีประโยชน์ในอุตสาหรรมด้านอื่นๆ อีกมากมายมหาศาล...)
ส่วนผสมอื่นๆ ที่พบนั้น บางผลิตภัณฑ์มีการใส่น้ำมันประเภทอื่นๆ ลงไปร่วมด้วยอีก ซึ่งบางตัวที่ผมเคยเห็นในห้าง มีการผสมน้ำมันโฮโฮบาด้วย (ตอนนี้ยี่ห้อดังกล่าวเลิกผลิตสูตรนี้ไปแล้ว ด้วยความแค้นใจของผมอย่างยิ่ง เพราะใช้แล้วถูกใจมาก) นอกนั้นก็มีพวกน้ำมันให้กลิ่นหรือพวกหัวน้ำหอมเพื่อสร้างกลิ่นเฉพาะตัวด้วยเช่นกัน กล่าวโดยสรุป น้ำมันเครา หรือเซรั่มบำรุงผมเหล่านี้มีลักษณะโดยทั่วไปไม่ได้แตกต่างกันสักเท่าใดนักครับ จึงทำให้เราสามารถหยิบเอาน้ำมันแต่งผม(แบบไม่ล้างออก) หรือเซรั่มบำรุงผมมาใช้แต่งเคราได้ด้วย....แต่ว่า การใช้เซรั่มบำรุงผม หรือน้ำมันแต่งผมมาใช้กับหนวดเครา ก็ต้องมีการเอาใจใส่ในการใช้มากกว่าปกติครับ ทั้งนี้เพราะเจ้าไดเมธิโคนที่ว่าเนี่ย มันจะเคลือบผิวบนเส้นขน และแน่นอนด้วยว่า เคลือบบนผิวหนัง หากเราเผลอใส่เครามากเกินไป น้ำมันที่หลงเหลือค้างอยู่บนผิวหนังก็อาจจะทำให้เกิดสิวอุดตันได้ (ซึ่งโอกาสที่จะมีปัญหาเช่นนี้กับหนังศีรษะมีน้อยกว่า ด้วยเหตุผลที่ผมกล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้นครับ) หากเลี่ยงไม่ได้ ควรใช้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ระวังอย่าให้น้ำมันลงไปเคลือบผิวข้างล่าง หรือให้เปลี่ยนไปใช้ตัวอื่นยี่ห้ออื่นเลยครับ... (เพราะแต่ละยี่ห้อจะมีการใช้อัตราส่วนผสมที่แตกต่างกัน หรือใช้ส่วนผสมอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วยที่แตกต่างกัน)
...ข้อสังเกตในการเลือกเซรั่มบำรุงผมเอามาใช้กับเคราที่ง่ายที่สุดก็คือ.... ตัวน้ำมันจะมีลักษณะความหนืดน้อยมาก (หากใช้หมุนเวียนไปหลายๆ ยี่ห้อจะสังเกตได้ถึงความแตกต่างนี้) และเมื่อเราชโลมเคราเสร็จ เซรั่มที่เหมาะกับเครานั้น เราแทบจะไม่ต้องเช็ดมือกับผ้าขนหนูเลยครับ อันที่เหมาะที่สุดคืออันที่เราแค่ถูๆ มือกับผิวหนัง แค่นี้ก็แห้งแล้ว ส่วนตัวที่รองลงมา เราเช็ดมือกับผ้าขนหนูเพียงครั้งสองครั้งก็แห้งสนิท
...แต่สำหรับตัวที่เช็ดแล้วเช็ดอีก ยังรู้สึกได้ถึงความเหนียวติดมือ ...ให้เลิกใช้เลยครับ เปลี่ยนยี่ห้อหรือเปลี่ยนไปใช้ตัวอื่นเลย เพราะจะมีโอกาสทำให้เกิดสิวอุดตันได้สูง...

บาร์มหรือโพเมดสำหรับเคราและหนวด (beard balm and pomade) และแว็กซ์สำหรับหนวด (mustache wax)
น้ำมันเคราที่กล่าวมาข้างต้น มีคุณลักษณะที่ช่วยเคลือบเคราให้นุ่มและเป็นเงา และทำหน้าที่เสมือนโลชั่นเพื่อบำรุงผิว กระนั้นยังมีผลิตภัณฑ์อีกประเภทหนึ่งที่มีคุณลักษณะการใช้ที่ใกล้เคียงกัน แต่เนื่องจากมีความข้นหนืดมากกว่า จึงสามารถช่วยในการจัดทรงได้ดีกว่า ซึ่งก็คือบาร์มสำหรับหนวดครับผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ มีตั้งแต่บาล์มสำหรับหนวด (beard balm) หรือไม่ก็เป็นโพเมดสำหรับเส้นผม (pomade) ซึ่งสามารถทำมาใช้ได้เช่นกัน และรวมไปถึงบาล์มสำหรับมือ (hand salve) ซึ่งมีองค์ประกอบหลักที่ใกล้เคียงกัน และความเหนียวใกล้เคียงกันครับ
องค์ประกอบหลักของบาร์มที่ทำจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติก็คือขี้ผึ้ง (beeswax) หรือไขมันจากเมล็ดต้นเชียร์ (shea butter) หรือไขมันจากเมล็ดโกโก (cocoa butter) ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่มีลักษณะข้นและเหมาะกับผิวหนัง ส่วนประกอบอื่นๆ ที่เหลือก็ใกล้เคียงกับน้ำมันเครา ซึ่งก็คือน้ำมันโฮโฮบา น้ำมันมะพร้าวสกัด น้ำมันอาร์กัน หรืออื่นๆ ซึ่งช่วยในการเคลือบขนและให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง นอกนั้นก็จะเป็นพวกน้ำมันหรือหัวน้ำหอมที่ให้กลิ่น เป็นต้น
บาร์มสำหรับหนวดเครา หรือโพเมดหลายยี่ห้อ อาจจะหันมาใช้ปิโตรเลียมเจลลี (petroleum jelly หรืออีกชื่อที่มีเรียกกันก็คือเปโตiลาทัม petrolatum) แทนขี้ผึ้งหรือเชียร์บัตเตอร์ ซึ่งมีอายุเก็บไว้ได้นานกว่า หรือไม่ก็มีส่วนผสมทั้งขี้ผึ้ง และปิโตรเลียมเจลลีอยู่ด้วยกันเพื่อสร้างความเหนียวในระดับที่พอเหมาะต่อความต้องการของผู้ผลิต แต่สำหรับเหล่าบรรดาคนไว้หนวดเครายาวจะนิยมใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของขี้ผึ้งหรือเชียร์บัตเตอร์เป็นหลักครับ
สำหรับการใช้งาน เราอาจะใช้บาร์มก่อนออกจากบ้าน หรือไม่ก็ใช้ก่อนนอน โดยใช้นิ้วกวาดบาร์มออกมาจำนวนหนึ่ง แล้วใส่ลงในฝ่ามือ ถูให้ทั่วทั้งสองฝ่ามือและนิ้ว จากนั้นจึงเริ่มจากการใช้ทั้งฝ่ามือและนิ้วทั้งสองข้าง ลูบเข้าไปจากบริเวณใต้คาง ใช้นิ้วดันขยี้เข้าไปเพื่อกระจายบาร์มให้ทั่วทั้งผิวและขน ค่อยๆ ไล่สูงขึ้นมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจอนทั้งสองข้างแล้วจึงไล่มือลงมาตามแนวเส้นหนวดเครา ไหนๆ ก็กล่าวมาจนเกือบครบแล้ว ก็เลยขอแถมท้ายไว้กับผลิตภัณฑ์ในประเภทสุดท้าย นั่นก็คือแว็กซ์สำหรับหนวด (mustache wax) ซึ่งก็เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มใกล้เคียงกับบาร์ม เพียงแต่แว็กซ์สำหรับหนวดนั้น ส่วนผสมสำคัญก็คือขี้ผึ้ง จะมีส่วนประกอบพวกน้ำมันประเภทอื่นน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ผมกล่าวมาก่อนหน้านี้ ดังนั้นแว็กซ์สำหรับหนวดตามปกติจึงมีลักษณะแข็ง โดยในอุณหภูมิปกตินั้น เราจะไม่สามารถลูบให้ผลิตภัณฑ์ติดนิ้วมือออกมาได้ ในขณะที่บาร์มจะมีลักษณะนุ่มกว่า และสามารถใช้นิ้วมือลูบออกมาได้ ทั้งนี้ แว็กซ์สำหรับหนวดหลายยี่ห้อ อาจจะมีส่วนผสมของน้ำมันธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งทำให้ตัวแว็กซ์นั้นมีความอ่อนตัวใกล้เคียงกับบาล์ม ใช้งานง่ายขึ้น แต่สำหรับคนที่มีหนวดเส้นใหญ่และแข็งมากก็อาจจะพบว่าความแข็งของแว็กซ์นั้นไม่พอที่จะทำให้หนวดอยู่ทรง คนในกลุ่มนี้จึงต้องเลือกแว็กซ์ที่มีลักษณะแข็งเป็นพิเศษ (สำหรับคนไทยเรา ผมอาจจะยกตัวอย่างขี้ผึ้งสำหรับทาปากกันแตกยามหน้าหนาวครับ หรือพูดง่ายๆ ความแข็งจะอยู่ในระดับใกล้เคียงลิปสติกเลย)
การใช้งานแว็กซ์สำหรับหนวด โดยเฉพาะแว็กซ์ที่มีลักษณะแข็งมาก ทำได้โดยการใช้ปลายเล็บนิ้วโป้งเขี่ยแว็กซ์ออกมาเล็กน้อย จากนั้นส่งต่อให้ที่ปลายนิ้วชี้ แล้วใช้นิ้วชี้ทั้งสองข้างถูกแว็กซ์กันไปมา เพื่อให้ความร้อนที่เกิดขึ้นทำให้แว็กซ์อ่อนตัวลง จากนั้นจึงใช้ปลายนิ้วชี้ที่มีแว็กซ์เคลือบอยู่ ลูบที่หนวดโดยไล่จากใจกลางหนวดไปทางด้านข้างทั้งสอง ในขณะที่ใช้นิ้วโป้งรองหนวดไว้ด้านล่างและลากไปพร้อมกันกับนิ้วชี้ เพื่อให้แว็กซ์ลงไปเคลือบหนวดและจัดทิศทางของเส้นขนให้ลู่ออกด้านข้างไปพร้อมกัน สำหรับคนที่ต้องการจะทำแฮนเดิลบาร์ ก็สามารถเพิ่มปริมาณแว็กซ์ที่ปลายหนวด จากนั้นใช้นิัวดันขึ้นเพื่อให้เกิดเป็นทรง หรือบางคนที่ขนค่อนข้างเส้นใหญ่ ก็อาจจะใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งจับปลายหนวดหมุนวนเข้าหาตัว (ตามแนวโค้งของหนวดที่โค้งเข้า) ในขณะที่กำลังลากนิ้วออกและดัดหนวดให้ปลายชี้ขึ้นไปพร้อมกันก็ได้ครับ...

จบไปอีกหนึ่งเรื่องครับ ดังนั้น ในครั้งหน้า เราจะมาดูกันเรื่องหวี กรรไกร และเครื่องเล็มเคราครับ และในตอนต่อๆไปจะมาดูถึงวิธีการสร้างแนวแก้มและแนวคอ จากนั้นก็เป็นอันจบเนื้อหาหลักที่ผมอยากจะหยิบยกมาพูดกันครับ โดยต่อไปก็คงอาจจะเป็นว่าใครมีอะไรอยากถาม ก็ลองตั้งประเด็นมา หากผมพอที่จะค้นหามาให้ได้ หรือพอรู้ ก็จะอธิบายเป็นรายประเด็นสั้นๆ ไปครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

BQ Serum เซรั่มปลูกหนวด ปลูกคิ้ว ยาปลูกผม เห็นผลตั้งแต่ขวดแรกที่ใช้

กระทู้ Pantip ใช้น้ำยาปลูกหนวด เซรั่มปลูกคิ้ว เครา ครีมปลูกจอน ยี่ห้อไหนได้ผลที่สุด

9 สมุนไพรปลูกผมที่ดีที่สุด