ทางลัด ? สู่หนวดเคราดกงาม

ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้วในหลายต่อหลายตอนแล้วครับว่า การเจริญของหนวดเคราของเราแต่ละคนนั้น ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์เป็นองค์ประกอบสำคัญ ดังนั้น คนที่ไม่มีหนวดเคราขึ้น หรือขึ้นน้อยมากเป็นปกติ จะให้กลับมาขึ้นดกมากมายเหมือนฝรั่งก็คงจะเป็นไปได้ยากมากๆ จนถึงเป็นไปไม่ได้
วิธีที่ค่อนข้างจะได้ผลอย่างแน่นอน นั่นก็คือการปลูกหนวดเคราด้วยกรรมวิธีย้ายรูขุมขนมาลงในตำแหน่งที่ต้องการครับ ซึ่งมีให้บริการกันในคลินิกความงามที่มีให้บริการปลูกผมทั้งในต่างประเทศ และในประเทศไทย โดยแพทย์จะทำการตัดผิวหนังบริเวณท้ายทอยออกมาเป็นแถบบางๆ แล้วนำมาตัดเอาเฉพาะรากผม (เซลต่างๆ ที่ทำหน้าที่ในบริเวณรูขุมขนทั้งหมด) หรืออาจใช้เครื่องเจาะเอามาเฉพาะรากผม นำมาคัดแยกเป็นกอเล็กๆ จากนั้นเจาะในบริเวณที่จะปลูกให้ได้ตำแหน่งและมุมที่ถูกต้อง แล้วเสียบรากผมเข้าไป เหตุที่ใช้รากผมจากบริเวณท้ายทอยก็เพราะว่าเวลาเราไว้ผมก็จะสามารถปิดรอยแผลเป็นที่เกิดจากการตัดหรือเจาะได้ และที่สำคัญ เส้นผมในบริเวณดังกล่าวจะมีความไวต่อสาร DHT ต่ำกว่าบริเวณอื่น ทำให้โอกาสที่เส้นผมจะฝ่อจากการได้รับ DHT มีน้อย (โดยเฉพาะคนที่ปลูกผมเพื่อแก้ปัญหาศีรษะล้าน เนื่องจากรูขุมขนไวต่อสาร DHT มากเกินไปนั่นเอง)
สำหรับสนนราคาก็เอาเรื่องอยู่ครับ โดยคิดกันอยู่ที่ราคาประมาณ 100-150 บาทต่อกอ (ที่จะมีรากขนประมาณสามสี่เส้นอยู่ด้วยกัน) เมื่อคิดราคาโดยรวมแล้ว การปลูกหนวดเพียงอย่างเดียวก็อาจจะมีราคาไปร่วมหลายหมื่นไปจนถึงแสนกว่าบาทเลยทีเดียวครับ และยิ่งพื้นที่มากขึ้น ก็ย่อมมีราคาสูงตามไปด้วย
=========================================
หลายคน กลัวเจ็บ เข็ดราคา ก็เลยคิดว่าน่าจะไปลองหาวิธีอื่นๆ อีก สำหรับวิธีอื่นๆ ที่ใช้ได้อย่างปลอดภัยนั้น ผมก็ได้กล่าวไปในตอนที่แล้ว แต่กระนั้น ก็ยังมีอีกหลายคนที่อยากจะหาทางลัดอันอื่น นั่นคือการหันมาหายาสารพัดที่มีขายกันในท้องตลาด
ที่น่าสนใจก็คือ ในปัจจุบัน ยังไม่มีตัวยาใดที่ผลิตขึ้นมา และผ่านการทดลองทางคลินิก เพื่อได้รับอนุญาตให้นำมาใช้กับหนวดเคราโดยตรง และมีการขึ้นทะเบียนยากันเป็นกิจลักษณะ โดยคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) เลยสักตัวเดียวครับ
ทั้งนี้ ในท้องตลาดปัจจุบัน มีแต่ยาที่รักษาหรือบรรเทาอาการศีรษะล้าน ที่มีการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ให้นำมาใช้เฉพาะที่ (ทาที่บริเวณที่ต้องการให้เกิดผลทางยา) อยู่เพียงตำรับเดียว นั่นคือยาที่มีสารออกฤทธิ์คือไมน็อกซิดิล (minoxidil) โดยมีผลิตออกมาอยู่หลายยี่ห้อด้วยกันครับ กับอีกตัวยาหนึ่งคือ ฟิแนสเทอไรด์ (finasteride) ที่เป็นยาสำหรับรับประทาน
นอกนั้น เท่าที่ผมเห็น มักจะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสมุนไพร หรือไม่ก็ไม่ได้มีการเจาะจงส่วนผสม ขายกันทั่วไป ที่น่าสนใจคือ ตัวยาในกลุ่มนี้ และกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามที่คล้ายกันอื่นๆ เช่น ยาปลูกขนคิ้ว ยาย้อมผมสมุนไพร ต้นตำรับถ้าไม่ได้อยู่ในเอเชียก็มักจะมาจากประเทศไทยเรานี่เองแหละครับ.. มีจากที่อื่นบ้างแต่ก็ไม่ได้มีการแนะนำกันอย่างแพร่หลายในไทย
คราวนี้เรามาดูกันครับว่า มีกลไกใดบ้างที่ตัวยาน่าจะไปจัดการปรับปรุงหรือเร่งการเจริญเติบโตได้ และมียาใดบ้างที่ถูกนำมาใช้กันอย่างเป็นกิจลักษณะ
====================================
ไมน็อกซิดิล (minoxidil)
==============
ตัวสารออกฤทธิ์ตัวแรกที่ผมได้กล่าวชื่อไปแล้วนั่นคือ ไมน็อกซิดิล (minoxidil) ซึ่งแต่เดิมตัวยานี้ถูกนำไปใช้ในการควบคุมระดับความดันในเลือด แต่ปรากฏว่ามีผลข้างเคียงในผู้ใช้ยาจำนวนหนึ่ง ที่ผมว่าสามารถหยุดหรือชะลออาการผมร่วงได้ จนกระทั่งถูกนำมาขายในรูปของยารักษาอาการผมร่วง ได้การรับรองจาก FDA และต่อมาเมื่อตัวสารออกฤทธิ์นี้พ้นอายุคุ้มครองทางสิทธิบัตร จึงมีหลายบริษัทต่างก็ผลิตตัวยารักษาผมร่วงออกมาโดยใช้ไมน็อกซิดิลนี้เป็นสารออกฤทธิ์สำคัญ
ผลิตภัณฑ์ที่มีการทำกันออกมา มีอัตราความเข้มส่วนผสมอยู่สองแบบ แบบแรกคือแบบ 5% สำหรับใช้ในผู้ชาย และ 2% สำหรับผู้หญิง และมีทั้งแบบน้ำ และแบบโฟม โดยลักษณะการใช้อยู่ที่ประมาณสองครั้งต่อวัน ตามปริมาณที่กำหนดไว้ในผลิตภัณฑ์ ซึ่งหลังจากการใช้ต้องรอให้ผลิตภัณฑ์ซึมเข้าสู่ผิวหนังประมาณสองสามชั่วโมงก่อนที่จะใช้ผลิตภัณฑ์อื่นใดกับใบหน้าต่อไป
สำหรับคนที่ได้ผลนั้น จะสามารถเห็นการพัฒนาการได้ในราวสองสามเดือนขึ้นไป โดยจะเริ่มเห็นบริเวณที่เคยมีขนอ่อนขึ้น (ขนที่เคยเป็นเส้นผมเส้นใหญ่ แต่ต่อมากลับขึ้นใหม่เป็นเส้นเล็กลง จนดูผมบางเกือบล้าน) กลับขึ้นมาเป็นขนที่มีความเข้มและเส้นใหญ่มากขึ้น
สำหรับในกรณีที่มีการนำมาใช้กับหนวดเครานั้น (แน่นอนว่านี่ไม่ใช่วิธีการใช้ตรงตามตำรับยา และการทดลองที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นการทดลองกันโดยส่วนตัวรายงานกันในเว็บบอร์ดต่างประเทศที่คุยกันเรื่องหนวดเครา ไม่ถือเป็นข้อมูลเชิงวิชาการ) ก็จะเริ่มเห็นขนขึ้นมาในบริเวณใหม่ รวมทั้งมีขนใหม่ขึ้นในบริเวณเดิม โดยมักจะเริ่มเป็นเป็นขนที่มีลักษณะเส้นเล็กบางก่อน แต่ต่อมาขนเส้นใหม่ที่ขึ้นมาภายหลัง จะค่อยๆ เป็นเส้นที่มีขนาดใหญ่และสีเข้มขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ มีการรายงานการใช้จากในบางเว็บบอร์ดว่าเมื่อหยุดใช้ รูขุมขนที่ยังเปลี่ยนมาเป็นขนเส้นใหญ่ (terminal hair) ไม่เต็มที่ จะค่อยๆ ฝ่อคืนกลับไป (กลับไปเป็นเหมือนสภาพเดิมก่อนการใช้ยา) สำหรับบางคนที่ใช้มาเป็นเวลานาน ก็มีทั้งการคืนสภาพกลับ หรือบางคนก็คงสภาพเดิมไว้ได้
สำหรับผลข้างเคียงที่มีการรายงานกันนั้น ค่อนข้างน่าเป็นห่วงเลยทีเดียวครับ เพราะเนื่องจากตัวยานี้ตอนคิดค้นมานั้น เพื่อให้เป็นยาลดความดัน จึงอาจส่งผลทำให้เกิดอาการใจสั่น หน้ามืดได้ และในผู้ใช้จำนวนมาก มีอาการแพ้จากสารที่เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ เกิดเป็นอาการผื่นแดง หรือผิวแห้งแตก จนต้องหยุดใช้ยา (บางคนอาจทุเลาอาการจากผิวแห้งแตกได้โดยการชโลมด้วยโลชั่นหลังการใช้ยาไปราวสามชั่วโมง เพื่อรอให้ยาซึมเข้าสู่ผิวหนังก่อน) ผลข้างเคียงอื่นๆ ที่บางคนไม่ชอบ (แต่บางคนก็อาจจะชอบ) นั่นคือตัวยาอาจซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิต ส่งผลทำให้เกิดมีขนขึ้นตามลำตัว แขนขา เพิ่มมากขึ้น ผลข้างเคียงอีกอย่างที่บางคนอาจพบนั่นคือ ขนหนวดเคราบางส่วนอาจหลุดร่วงไปด้วย นัยว่าเป็นเส้นขนช่วงท้าย (telogen phase) ที่ผลัดออกไปเพื่อผลิตเส้นขนรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่ในภายหลัง
ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งครับ นั่นคือ จนปัจจุบัน ยังไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัดถึงกลไกการทำงานของไมน็อกซิดิลในการฟื้นฟูรากผมให้กลับมาแข็งแรงได้
แต่ทั้งนี้จากผลการวิจัยเท่าที่ทราบกันนั้น ตัวยามีผลโดยตรงต่อเซล ซึ่งอาจจะอธิบายแบบบ้านๆ ง่ายๆ ว่า ไมน็อกซิดิลช่วยทำให้หลอดเลือดขยายตัวและทำให้เซลของรูขุมขนสามารถรับเอาอ็อกซิเจนและสารอาหารได้มากขึ้น ซึ่งก็เปรียบกับการที่เราปลูกต้นไม้ แล้วช่วยรดน้ำและน้ำพาปุ๋ยไปเลี้ยงต้นไม้ได้ดีขึ้น จึงน่าจะเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้รากผมที่อ่อนแอกำลังเสื่อมสภาพ กลับคืนสภาพมาได้ (สำหรับคนที่เส้นผมจะร่วง หรือเริ่มมีอาการศีรษะล้าน) หรือสำหรับหนวดเครา ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลสามารถเปลี่ยนสภาพมาสร้างเส้นขนเต็มวัย (terminal hair) ได้อย่างดีขึ้น จึงน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งสำหรับบางคนที่ยาตัวนี้มีผลต่อการขึ้นของหนวดเคราด้วยเช่นกัน (โดยเฉพาะการรายงานผลการใช้ของวัยรุ่นหลายคนในเว็บบอร์ดต่างประเทศ)
และด้วยกลไกที่กล่าวมาด้านบน ผู้ใช้จำนวนหนึ่งอาจเห็นว่าเส้นผมเดิม (หรือเส้นขนหนวดเคราเดิม) จะเกิดอาการร่วง ทั้งนี้ขนที่ร่วงอยู่ในช่วงท้ายวัฎจักร (telogen phase) โดยรูขุมขนทำการผลัดขนเก่าทิ้งไป เพื่อสร้างขนใหม่ที่มีความหนามากขึ้น (เริ่มวัฎจักรใหม่เป็นขนช่วง anagen phase)
=========================================
ฟิแนสเทอไรด์ (Finasteride)
================
เป็นสารออกฤทธิ์อีกตัวหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อรักษาศีรษะล้านของผู้ชายมากขึ้นในช่วงหลังๆ นี้ ยาตัวนี้ในประเทศไทยโดยองค์การเภสัชกรรมก็มีแผน ที่จะผลิตออกมาให้ใช้กันในราวปลายปีนี้ด้วยครับ (พศ. 2558 จากข่าว)
(Photo Credit เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ ASTV)
ฟิแนสเทอไรด์นั้น มีกลไกการทำงานที่ทราบกันโดยแน่ชัดในปัจจุบัน นั่นคือ ตัวฟิแนสเทอไรด์ทำงานโดยไปจับกับสารตั้งต้นที่ร่างกายผลิตมาเพื่อใช้เปลี่ยนฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน ให้กลายมาเป็นไดไฮโดรเทสโทสเทอโรน (DHT) ซึ่งตัว DHT นี้เองที่มีผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของหนวดเครา และมีผลโดยตรงที่ทำให้รากผมในส่วนที่ไวต่อสาร DHT มากเกินไป เกิดการฝ่อ สร้างเส้นผมที่เล็กลง กลายเป็นอาการหัวล้าน
นั่นหมายความว่า คนที่มีพบว่าตนเกิดอาการที่เส้นผมเริ่มร่วง บางลง อันเป็นอาการที่จะเกิดหัวล้าน ก็สามารถใช้ฟิแนสเทอไรด์นี้เพื่อลดปริมาณ DHT ที่ไปกระตุ้นทำให้เส้นผมบางลงนั่นเอง โดยในการใช้งานบางทีแพทย์ก็จะให้ใช้ฟิแนสเทอไรด์ร่วมกับไมน็อกซิดิล เพื่อยับยั้งอาการผมบางลง และกระตุ้นให้รากผมคืนสภาพไปพร้อมกัน
ส่วนผลข้างเคียงของฟิแนสเทอไรด์นั้นก็มีอยู่พอตัวเหมือนกันครับ นั่นคือผู้ใช้บางรายเกิดอาการเบื่ออาหาร และผู้ใช้ที่เป็นเพศชายจำนวนหนึ่งเกิดอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
และยานี้ไม่แนะนำให้ใช้กับผู้หญิงครับ เพราะมีผลต่อทารกในครรภ์ (จะเห็นว่าฉลากยาของอภก. ข้างบนระบุชัดเจนว่าใช้ในผู้ชายที่มีอาการศีรษะล้านจากกรรมพันธุ์เท่านั้น)
>>>ทว่า สำหรับคนที่อยากเร่งหนวดเคราและคิดจะเอายาตัวนี้ไปใช้นั้น แม้ว่าในเว็บบอร์ดต่างประเทศจะมีคนลองพยายามใช้ดูบ้าง แต่ถ้าติดตามเนื้อหาที่ผมนำเสนอมาตั้งแต่ตอนแรก ก็จะพบว่า ยาตัวนี้ไปกดการเจริญเติบโตของหนวดเครา ที่ควรจะต้องได้รับการตุ้นด้วย DHT ดังนั้นในความเห็นส่วนตัวผมนั้น เลิกคิดที่จะเอายาตัวนี้มาใช้เพื่อเร่งหนวดเคราได้เลยครับ
============================================
คีโตโคนาโซน (Ketoconazole)
==================
เป็นสารออกฤทธิ์ที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราบนผิวหนัง โดยเฉพาะหนังศีรษะ ทั้งนี้เพราะคนที่มีอาการผมร่วงนั้น ส่วนหนึ่งมาจากเชื้อรา ที่เจริญเติบโตบนผิวหนัง ทำให้เกิดรังแค และมีผลต่อสุขภาพของรูขุมขน ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของตัวยานี้หาได้ตามร้านขายยาครับ (บ้านเราก็พอมีขายในร้านขายยาทั้งของไทย และเชนสโตร์จากต่างประเทศ) ซึ่งสามารถขจัดรังแค และฟื้นฟูสภาพเส้นผมได้
==============================================
ดอกอัญชัน (Butterfly pea/ Clitoria ternatea L.)
============================
ดอกอัญชันถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพรมากในบ้านเรา โดยเชื่อกันว่าหากนำมาทาที่ผิวหนังบริเวณเส้นขน จะสามารถช่วยให้เส้นผมดกดำ และงามมากขึ้น ทั้งนี้เพราะอัญชัญมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารให้สีของพืช (flavanoid) และมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
แต่ทั้งนี้ ผลการต้านอนุมูลอิสระนั้น มาจากการทดลองในหลอดทดลอง ในการใช้จริงพบว่าไม่ได้มีผลโดยตรง เพียงแต่อาจจะมาจากกรดยูริคในเลือดที่สูงขึ้นมาจากกระบวนการเผาผลาญสารในกลุ่มให้สีของพืชของร่างกายมากกว่า
จากการค้นดูในเว็บบอร์ดต่างประเทศ และจากแหล่งข้อมูลหลายๆ แหล่ง ผมพบว่าการนำเอาดอกอัญชันมาใช้ในเรื่องการดูแลสุขภาพเส้นผมนั้น จะมาจากทางเอเชีย เช่นทางไทยเราเสียมากกว่า ในชุมชนคนที่ไว้หนวดเคราในต่างประเทศไม่มีใครพูดถึงกันเลยครับ...
===============================================================
แล้วตัวยาอีกสารพัดที่ขายกันเกร่อในไทยล่ะครับ????
============================
ผมคงตอบสั้นๆ ว่า ผมไม่ทราบครับ.... ไม่ต้องมาถามผมล่ะ
ในบางยี่ห้อของต่างประเทศ เท่าที่ผมสามารถหาข้อมูลรายละเอียดส่วนประกอบได้นั้น บางตัวก็จะมีส่วนผสมของสารสกัดจากพืชธรรมชาติ หรือพืชสมุนไพรต่างๆ และก็จะมีอีกกลุ่มที่จะใช้สารประกอบที่สำคัญเป็นน้ำมันธรรมชาติ ที่มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับน้ำมันที่ผิวหนังผลิตออกมา เช่นน้ำมันจากต้นอาการ์เนีย (argan oil) และน้ำมันจากต้นโฮโฮบา (jojoba oil) ซึ่งอันที่จริงแล้วน้ำมันจากพืชสองชนิดนี้เหมาะมากครับ สำหรับนำมาใช้เป็นน้ำมันชโลมหนวดเครา ...หากคิดซะว่าซื้อเซรั่มบำรุงหนวดเครา เพื่อทำให้หนวดเคราเงางาม จัดทรงดีขึ้นโดยไม่ทำให้เกิดสิวอุดตัน นี่คือน้ำมันที่ผมแนะนำเป็นอย่างยิ่งครับ...
=================================
เอาล่ะ ช่างหัวมัน ไม่รู้ว่ามันจะได้ผลหรือไม่ แต่กระนั้น เราก็มักจะเห็นการโฆษณากันว่า ก็ได้ผลจริงนะ รับรองผล ฯลฯ อะไรทำนองนี้ หรือแม้แต่มีการโพสต์รูปกันว่า ก็ได้ผลจริงๆ ขอขอบคุณเจ้ายายี่ห้อนั้นนี้ ที่ทำให้หนวดเคราขึ้น... แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ใช้ได้ผลกับเราจริงหรือไม่....
...งั้น... ผมขอเสนอวิธีการทดสอบการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้กันอย่างเป็นกิจลักษณะเลยครับ...
กล่าวโดยหลักการก่อนครับ ผลิตภัณฑ์เร่งการเจริญเติบโต หรือบางคนกล้าใช้คำว่า ผลิตภัณฑ์ปลูกหนวดปลูกเคราปลูกขนคิ้วขนตาขน ฯลฯ โดยจุดมุ่งหมายนั้น ก็ควรจะเป็นการทำให้รูขุมขนที่เคยผลิตเส้นขนขนาดเล็ก ให้มาผลิตเส้นขนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง ...แต่ทว่า หากไม่เคยมีรูขุมขนอยู่ตรงนั้นอยู่ก่อนแล้ว มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยครับที่จะทำให้เกิดขนงอกขึ้นตรงนั้นน่ะ...
...แต่คนที่อ่านอย่างตั้งใจตื่นเต้นมาจนถึงบรรทัดนี้ อย่าเพิ่งใจเสีย ...เสียใจครับ...
ทั้งนี้เพราะดังที่ผมกล่าวมาตั้งแต่ตอนที่หนึ่ง ...ร่างกายคนเรามีรูขุมขนปกคลุมอยู่ทั่วผิวหนัง ยกเว้นบนริมฝีปาก ฝ่ามือและฝ่าเท้า และหัวน้องชาย...
นั่นหมายความว่า ตรงคาง ตรงแก้มเราที่เรียบเนียนเปล่งปลั่งดังผิวทารกนั่นน่ะ ...ลองเอาไฟส่องสวนและดูผ่านกระจกใกล้ๆ ซิครับ จะเห็นเส้นบางๆ เป็นไรสีขาวๆ ปกคลุมผิวอยู่เต็มไปหมด ...นั่นแหละครับ vellus hair... เป็นรูขุมขนขนาดเล็กที่พร้อมจะโตขึ้นมาได้หากได้รับการกระตุ้นด้วย DHT ที่เพียงพอ (ทั้งนี้ความไวต่อการรับการกระตุ้นขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ครับ....)
เจ้าขนไรเล็กๆ นี่แหละ ที่ผลิตภัณฑ์ซึ่งเราอุตส่าห์ควักกระเป๋าเงินจนเกลี้ยงซื้อมาใช้ จะต้องทำการเปลี่ยนให้มันกลายมาเป็นรูขุมขนที่ผลิตเส้นขนขนาดเต็มวัย (terminal hair) กลายเป็นหนวดเคราตามต้องการ...
...ดังนั้น หากใครเกิดรอยแผลเป็น รูขุมขนหายไป ก็จะเกิดช่องว่างตรงรอยแผลเป็นนั้น โดยไม่สามารถมียาใดๆ จะไปสร้างเส้นขนให้ได้ครับ ในทางการแพทย์ หากเราไม่ใช้วิธีปลูกเส้นขนตรงนั้น ก็จะใช้การศัลยกรรมตัดผิวหนังตรงรอยแผลเป็นทิ้งไป แล้วเย็บผิวข้างๆ ให้มาติดกันครับ... ดังภาพประกอบ (การทำศัลยกรรมตัดผิวหนังบริเวณที่เป็นแผลเป็นจากสิวทิ้งไป)
หลักการต่อไป... การเปลี่ยนแปลงจะต้องเกิดขึ้นในวัฎจักรใหม่ นั่นคือ เส้นขนปัจจุบันต้องอยู่ในช่วงท้ายอายุขัย ต้องหลุดร่วงไป เพื่อรูขุมขนจะผลิตเส้นขนใหม่ในช่วง anagen phase ที่จะต้องใหญ่ขึ้นกว่าปัจจุบัน (ยาบางตัวมีผลในการเร่งการทำงานของรูขุมขนที่จะผลิตขนรอบใหม่ในทันทีในขณะที่ขนเก่ายังไม่หลุดร่วง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดขนร่วงขึ้นเมื่อใช้ยาดังกล่าว) โดยทั่วไปเส้นขนใหม่ หากจะผลิตใหญ่ขึ้น จะค่อยๆ มีขนาดใหญ่ขึ้น ดังนั้น... ผลที่เกิดขึ้น เราจะเริ่มค่อยๆ เห็นเส้นขนใหม่ที่มีความเข้มน้อยๆ ขึ้นแทรกมาในบริเวณเดิมและในตำแหน่งใหม่ (ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการผลิตเส้นขนจาก vellus hair มาสู่ terminal hair) และในบริเวณเดิมที่เคยเห็นเส้นขนที่มีความเข้มน้อย ก็จะเริ่มเห็นเส้นขนที่มีความเข้มขึ้น ขนาดใหญ่ขึ้นมาเรื่อยๆ และขนเหล่านี้จะค่อยๆ ผ่านวัยของมัน ผลัดทิ้งไป และชุดใหม่ที่มีความหนาและเข้มค่อยๆ ทยอยเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ จนเห็นเส้นขนที่มีขนาดใหญ่และสีเข้มเต็มที่ในที่สุด...
กลไกในลักษณะเช่นนี้ แน่นอนครับว่ากว่าจะพอเทียบผลลัพธ์ได้ คงต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองสามเดือน ไปจนเป็นปีเลยทีเดียว...
ดังนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์นั้นได้ผลกับเราจริงๆ ลองมาดูวิธีการทดลองผลิตภัณฑ์ที่ผมขอแนะนำกันไว้ได้เลยครับ...
=========================
เริ่มแรก ผมแนะนำว่าให้โกนหนวดเคราออกให้เกลี้ยงเกลาที่สุดก่อน โดยทั้งนี้ เราต้องการจะเห็นสภาพของขนในช่วงที่เจริญเติบโต (anagen phase) เท่านั้น
(หรือสำหรับคนที่ไม่อยากจะหน้าเกลี้ยงเกลา ก็อาจจะเลือกใช้เครื่องเล็มเคราแบบตั้งระยะ เล็มให้ได้ระยะคงที่ แล้วเล็มหนวดเคราส่วนที่ยาวเกินออกให้ได้ระยะที่ง่ายต่อการดูการเติบโต และในตอนช่วงท้ายการทดลอง ก็ให้ใช้เครื่องเล็มเคราตั้งระยะเท่าความยาวเดิมเพื่อเล็ม แล้วถ่ายรูปเปรียบเทียบดูก็พอได้ครับ)
หนึ่งสัปดาห์ (เจ็ดวัน) หลังจากนั้น ให้หาสถานที่ที่เราสามารถจัดแสงได้คงที่ และสามารถจัดตำแหน่งถ่ายรูปไว้ให้ได้สภาพเดิมในภายหลัง โดยถ่ายรูปแบบเต็มหน้า และเจาะเฉพาะบริเวณที่เราต้องการดูผล (ถ่ายใกล้ๆ แบบมาโคร) โดยควบคุมโฟกัสให้ชัดที่สุด เพื่อที่จะเก็บลักษณะของหนวดเคราไว้ล่วงหน้าก่อน โดยพิจารณาทั้งความหนาแน่นของเส้นขน บริเวณที่เส้นขนขึ้น ความเข้มและขนาดของเส้นขนในแต่ละตำแหน่ง
การควบคุมการถ่ายภาพนั้นสำคัญมาก เพราะด้วยเหตุดังต่อไปนี้ครับ
1) การเบลอภาพจะสร้างสภาพหลอกตาว่าหนวดเคราจะหนาเกินจริง ดังนั้นต้องถ่ายให้ภาพคมชัดที่สุดครับ (ลองดูโฆษณาผลิตภัณฑ์บางตัว จะใช้วิธีนี้ในการหลอกตาถ่ายภาพ after หรือหลังการใช้ เพื่อทำให้ดูว่าหนวดเคราหนาขึ้น และใครหนวดเคราบางๆ ลองเบลอภาพเล็กน้อยดูครับ จะช่วยทำให้ภาพที่ออกมาดูหนวดเคราเข้มขึ้นโดยอัตโนมัติเลย)
2) การใช้แสงจากแหล่งเดียวฉายไปยังหนวดเคราตรงๆ เช่นใช้แสงแดด หรือสปอตไลท์ฉายเป็นมุมกับผิวหนัง เงาที่เส้นขนตกกระทบกับผิวหนังจะสร้างสภาพหลอกตาว่ามีหนวดเครามากเกินจริง ดังนั้นควรจะใช้แสงไฟที่มีความนวลมากขึ้น เพื่อถ่ายให้เห็นเส้นขนและผิวหนังภายใต้ให้ชัดเจน (นี่เป็นอีกวิธีหนึ่งที่หลายๆ คนรวมทั้งผมเองด้วยครับ ใช้ถ่ายภาพเพื่อให้ดูว่าหนวดเครามีเยอะๆ อันที่จริงหนวดเคราผมหรอมแหรมกว่าในรูปเยอะ...)
3) การแต่งค่าความเข้ม (คอนทราสต์)ของภาพ เพื่อช่วยกดเงาของภาพให้ดูเหมือนว่าหนวดเครานั้นมีความหนาเพิ่มขึ้น (นี่เป็นอีกวิธีที่ผมเองก็ใช้ในการถ่ายภาพเพื่อทำให้ดูหลอกตาว่าหนวดเคราหนาครับ...)
...เห็นไหมครับว่า การถ่ายภาพสามารถสร้างสภาพความเข้ม ความหนาแน่นของหนวดเครา ได้ในระดับหนึ่งทีเดียว...
_____________________________________________
เอาล่ะ ถ่ายภาพเก็บไว้หนึ่งชุดแล้วนะครับ ...และอย่าโกงในรูปแบบที่ผมกล่าวมาก่อนหน้านี้ล่ะครับ...
จากนั้น เริ่มต้นใช้ผลิตภัณฑ์ตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์เหล่านั้น ไปอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยสักสองเดือน (หรืออาจถึงหกเดือนก็จะเห็นผลได้ชัดขึ้นครับ)
ในช่วงเวลาดังกล่าว ผมขอให้เราควบคุมปัจจัยอื่นๆ ให้คงที่ ทั้งเรื่องโภชนาการ การออกกำลังกาย การนอนหลับพักผ่อน ฯลฯ เพราะปัจจัยเหล่านี้จะมีผลทำให้ผลลัพธ์ที่ได้นั้นผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงได้ครับ (อ่านย้อนในตอนที่แล้วดูนะครับ ว่าปัจจัยเสริมดังกล่าวมีอะไรบ้าง)
....ผมขอยกตัวอย่างผมเองเนี่ยแหละ เคยเกือบซื้อผลิตภัณฑ์หนึ่งมาใช้ แต่ผมกลับเลือกไปใช้วิธีดูแลร่างกายแบบอื่นๆ เมื่อเวลาผ่านไปหกเดือน ผมพบว่าหนวดเครานั้นขึ้นมามากเกินกว่าที่ผมคิดไว้แต่แรก ซึ่งถ้าผมใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้ว ผมย่อมเชื่อโดยสนิทใจเลยครับว่า ผลิตภัณฑ์นั้นให้ผลต่อผมแน่ๆ ....
____________________________________
เมื่อครบเวลาที่กำหนด (อย่างน้อยสองเดือน) ให้ทำการโกนหนวดเคราให้เกลี้ยงอีกครั้งครับ (โกนให้เกลี้ยงอย่างที่ทำได้ในตอนแรกนะครับ ไม่ใช่โกนแค่พอผ่านๆ ลวกๆ เพราะตอเคราที่เหลือจะสร้างความสับสนต่อผลลัพธ์ได้อีก) จากนั้นรอไปอีกหนึ่งสัปดาห์ แล้วกลับไปยังตำแหน่งที่เดิม จัดแสงให้ได้อย่างเดิม และถ่ายรูปโดยใช้ท่า และจัดตำแหน่งให้เหมือนเดิมมากที่สุด ทั้งนี้ แสงที่เปลี่ยนไป โฟกัสชัดหรือไม่ชัด มุมของแสง มุมภาพ ต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะสร้างสภาพหลอกตาได้ทั้งนั้นครับ
...ดังนั้นอย่าโกงตัวเองนะครับ เพราะเราอยากทราบด้วยตนเองว่า ผลิตภัณฑ์นั้นมีผลกับเราจริงๆ หรือไม่
___________________________________
...และขอร้องฝากบรรดาผู้ขายผลิตภัณฑ์ยี่ห้อต่างๆ กันไว้ ณ ตรงนี้เลยครับ หากจะโฆษณาขายของ ก็ควรจะโฆษณาอย่างสุจริต สร้างความน่าเชื่อถือต่อผลิตภัณฑ์ อย่าหวังแค่ผลทางพลาซีโบ (placebo) มาช่วย ...เพราะอันที่จริง แค่ผู้ใช้รู้สึกดี ไม่มีความเครียด สามารถนอนหลับได้สนิทดีขึ้นจากสุขภาพจิตที่ดี สามารถกินอาการได้มากขึ้น สบายอกสบายใจ หันไปออกกำลังกายมากขึ้น เพียงแค่นี้หนวดเคราก็งามขึ้นมาบ้างแล้วล่ะครับ...
แล้วก็รูปก่อนใช้ (before) ที่เป็นรูปโกนหนวดเคราเกลี้ยง กับรูปหลังใช้ (after) ที่ปล่อยให้หนวดเคราขึ้น นั่นน่ะ มันไม่สามารถเทียบอะไรได้ครับ เพราะโดยทั่วไปเวลาโกนหนวดเคราเกลี้ยงจริงๆ เราจะพบว่าในหลายจุดนั้น เราจะแทบไม่เห็นร่องรอยตอเครา หรือรูขุมขนที่ขึ้นมาเป็นหนวดเคราได้เลย (ตัวผมเองยังประหลาดใจในภาพก่อนหน้าของตัวผมเองเลย เอ้า... ลองดูกันครับ...
แล้วก็อีกอย่างนึงครับ การแต่งภาพเบลอเป็นภาพหลังใช้ (after) ซึ่งบางทีก็เห็นพยายามทำเบลอไว้น้อยๆ แต่นั่นก็เพียงพอที่จะสร้างภาพหลอกตาได้เหมือนกัน...
นี่คือผลของการแอบไปใช้ผลิตภัณฑ์ยี่ห้อโฟโต้เฉาะของผมครับ แนวแก้มสูงขึ้น เคราและคิ้วหนาขึ้น เยี่ยมไปเลยครับ...
_____________________________________
มาลองดูภาพก่อนและหลังใช้ผลิตภัณฑ์โฟโต้เฉาะของผมอีกรูปครับ คราวนี้ผมทิ้งช่วงไว้สี่สัปดาห์

เห็นไหมครับว่า ...จากขนที่หรอมแหรมข้างซ้าย มีช่องว่างมากมาย คราวนี้บริเวณใต้คางนั้นแน่นมาก รวมทั้งบริเวณข้างแก้ม ตอนนี้ลามสูงขึ้นไปอย่างมาก และที่ soul patch จากจุดเล็กๆ กลายเป็นบริเวณขนาดใหญ่ ด้านหน้าตรงคางมีแนวเส้นขนสูงขึ้นไปจนจรดกับ soul patch เลยทีเดียว...
....เป็นไงครับ .... ถ่ายอย่างนี้มา ไม่ต้องเอามาเปรียบเทียบนะครับ ข้างบนนี่ ผมไว้หนวดเคราไปตามธรรมชาติเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น และใช้โปรแกรมตกแต่งภาพเพื่อเน้นเส้นขน แถมยังไม่ได้เบลอภาพเลยด้วยซ้ำครับ....
เห็นไหมครับว่า ขนในแต่ละส่วนอาจขึ้นไม่เท่ากัน ไม่พร้อมกัน รวมทั้งความยาวของเส้นขนที่ไม่เท่ากัน ล้วนแต่สร้างสภาพหลอกตาได้ทั้งสิ้น....
___________________________
เมื่อได้ นำภาพ ก่อน และ หลังการใช้ มาแล้ว(โดยไม่โกงอย่างข้างบนนะครับ) ก็เอามาเปรียบเทียบกันครับ ปัจจัยที่เราจะดู พิจารณาตามนี้ครับ...
1) มีบริเวณไหนตรงใบหน้า ที่มีเส้นขนใหม่งอกขึ้นมาบ้าง ลองวงเปรียบเทียบกับภาพเดิม
2) ขนที่งอกตามข้อ 1) มีลักษณะเป็นอย่างไร ความหนา และสี เมื่อเทียบกับบริเวณอื่น เป็นอย่างไร
3) มีบริเวณไหนตรงใบหน้า ที่เคยมีเส้นขนอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าขนมีความหนาแน่นมากขึ้น หรือมีความหนาและสีที่เข้มขึ้น และมีสัดส่วนความเข้ม หรือความหนาแน่นเพิ่มขึ้นมากน้อยอย่างไร
4) มีบริเวณไหนตรงใบหน้า ที่เคยมีเส้นขนอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่ากลับหายไป หรือขนจางลงไป
ถ้าเราพอใจกับสิ่งที่ได้เพิ่มขึ้นมา กับเงินที่เสียไปกับผลิตภัณฑ์นั้นๆ ก็ใช้ต่อกันไปตามสบายครับ (ถ้าไม่เจอผลข้างเคียงอื่นใดนะครับ)
...ทั้งนี้ จะเห็นว่าผมไม่กล่าวถึงเรื่องความยาวของเส้นขน แม้ว่าบางท่านอาจจะบอกว่า ผลิตภัณฑ์ของตนทำให้ขนยาวเร็วขึ้นก็ตาม แต่ทว่า ในเรื่องของความยาวนั้น แปรผันตรงต่อเวลาการไว้หนวดเครา ดังนั้นหากขนเรายาวช้า ก็ไม่ต้องเสียใจ แค่เสียเวลาไว้หนวดเครานานกว่าชาวบ้านก็เท่านั้นครับ เว้นเสียแต่ว่าหนวดเคราที่ขึ้นนั้น มีความบางมากและอายุสั้นจนทำให้ความยาวของเส้นขนถูกจำกัดไว้แค่สั้นๆ จนรับไม่ได้
กระนั้น หากผลิตภัณฑ์ที่ว่าใช้ได้ผลจริง ขนใหม่ที่ขึ้น ก็ควรจะมีความเข้มมากขึ้นและอายุนานขึ้นด้วย (ขนในช่วง terminal hair จะมีอายุยืนกว่า จึงมีความยาวได้มากกว่า) แม้ขนที่มีอายุสั้นๆมากๆ อย่างขนคิ้ว ผมคิดว่าหลายคนหากไว้หนวดได้ยาวเท่าขนคิ้ว ก็น่าจะพอใจในระดับหนึ่งแล้วนะครับ ถ้าหากก่อนหน้าไม่เคยไว้หนวดได้เลย...
======================================
ผ่านไปอีกหนึ่งตอนครับ... สำหรับตอนนี้คนที่อยากจะลองผลิตภัณฑ์ตัวใด ก็ลองทำตามวิธีที่ผมบอกไปข้างต้น อย่าลืมว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์ตัวใดก็ตาม ที่สามารถรับประกันผลให้ผู้ใช้ได้ร้อยเปอร์เซนต์ว่าจะทำให้ผู้ใช้ทุกคนหนวดเครางดงามเป็นพุ่มโต บางคนอาจจะตอบสนองดีต่อผลิตภัณฑ์หรือไม่ตอบสนองเลย หรือมากน้อยแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย กรรมพันธุ์ สภาพผิวหนัง อารมณ์ การพักผ่อน โภชนาการ การออกกำลังกาย (ถ้าคิดจะโฆษณาแบบซื้อใจผมได้ด้วยล่ะก็ ลองโฆษณา รับประกันความพอใจ ไม่พอใจยินดีคืนเงินเต็มจำนวน ไหมล่ะครับ....)
สำหรับครั้งต่อๆไป ก็จะเป็นช่วงที่เกี่ยวข้องกับการตกแต่งหนวดเครา และประเด็นย่อยๆ หลายอย่างที่ผมได้กล่าวผ่านๆ มาในตอนแรกๆ คราวนี้จะมาเจาะจงลงไป เช่น วิธีการแต่งหนวดเคราเพื่อให้หนวดเคราที่มีอยู่บนใบหน้า สามารถแสดงศักยภาพหรือความหนาแน่นออกมาได้อย่างเต็มที่เท่าที่เราจะมีกันได้ หรือการหาน้ำมันแต่งเคราที่เหมาะกับตน การหมักเคราด้วยน้ำมันมะกอก การใช้เครื่องมือแต่งหนวดเครา ฯลฯ ซึ่้งจะช่วยให้หนวดเคราที่เรามีนั้น มีสภาพที่ดูสวยงามและเป็นที่อิจฉาของคนอื่นเท่าที่เราจะทำได้ครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

BQ Serum เซรั่มปลูกหนวด ปลูกคิ้ว ยาปลูกผม เห็นผลตั้งแต่ขวดแรกที่ใช้

9 สมุนไพรปลูกผมที่ดีที่สุด

กระทู้ Pantip ใช้น้ำยาปลูกหนวด เซรั่มปลูกคิ้ว เครา ครีมปลูกจอน ยี่ห้อไหนได้ผลที่สุด