BQ Serum ปลูกหนวด คิ้ว จอน เครา

เซรั่มปลูกหนวด
BQ Serum เซรั่มปลูกหนวด คิ้ว จอน เครา ผลิตภัณฑ์เสริมเสน่ห์ความเท่ห์สำหรับท่านชาย ที่มีสรรพคุณในการเร่งการเจริญเติบโตของเส้นขน เสริมสร้างเส้นขนใหม่ ให้ขึ้นดกดำอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นน้ำมันสกัดจากพืชธรรมชาติหลากหลายชนิดที่ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงสูตรใหม่ให้เข้มข้นขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งการเจริญเติบโตของเส้นขน เซรั่มของเราเป็นสูตรเฉพาะ เข้มข้นมาก ทั้งปลูกและบำรุงอยู่ในขวดเดียว !!! ได้ทั้งปลูกขนใหม่ และคนที่มีขนอ่อนอยู่แล้ว(บำรุง) ขึ้นดี ขึ้นไว ใช้ได้ทั้งผู้หญิง และผู้ชาย หมดปัญหาเรื่องหนวดไม่มี คิวบางๆ เคราไม่ขึ้นสักที เราเลือกตัวน้ำยาปลูกหนวดคุณภาพที่ดีที่สุดมาเพื่อลูกค้าโดยเฉพาะ พัฒนาสูตรเป็นของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร ขึ้นจริง ดกจริง ดำจริง เรากล้าท้าให้คุณลอง มีประสิทธิภาพช่วยเร่งให้เส้นขนหนาขึ้นและเข้มขึ้น เร่งให้ยาวดกดำเงางามมากยิ่งขึ้น ยังจะช่วยเร่งอัตราการเจริญเติบโตของเส้นขนให้เร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย ใช้อย่างต่อเนื่องเพียง 2-3 สัปดาห์ ก็พบการเปลี่ยนแปลงของขนขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นผลลัพธ์ที่ได้ของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน บางคนขึ้นช้าขึ้นเร็ว อยู่กับสภาพผิว และฮอร์โมนของแต่ละบุคคลครับ อยากมีหนวด เครา จอน หรืออยากมีคิ้ว ต้อง BQ Serum เท่านั้น
BQ Serum ปลูกหนวด ใช้แล้วปลอดภัยเพราะได้รับการรับรองจาก อย.
เลขจด อย. ผลิตภัณฑ์น้ำยาปลูกหนวด

สำหรับคนที่มีหนวด อยากให้ดกดำกว่าเดิม จากเดิมที่มีหนวดอยู่แล้ว และอยากให้มีหนาขึ้น ดำขึ้น โกนหนวดก่อนที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ BQ Serum ขนจะขึ้นมาเร็วมาก เพราะว่า BQ Serum นอกจากจะช่วยปลูกเส้นขนแล้ว ยังจะช่วยเร่งอัตตราการเจริญเติบโตของเส้นขนให้เร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย ทาทุกวัน เช้า เย็นอย่างสม่ำเสมอ

Review บางส่วนจากผู้ใช้งานจริง


รีวิวจากผู้ใช้ "ยาปลูกหนวด"รีวิวจากผู้ใช้ "ยาปลูกหนวด"รีวิวจากผู้ใช้ "ยาปลูกหนวด"
รีวิวจากผู้ใช้ "ยาปลูกหนวด"รีวิวจากผู้ใช้ "ยาปลูกหนวด"รีวิวจากผู้ใช้ "ยาปลูกหนวด"


หมายเหตุ : ทั้งนี้ทั้งนั้นผลลัพธ์ที่ได้ของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน บางคนขึ้นช้าขึ้นเร็ว อยู่กับสภาพผิว และฮอร์โมนของแต่ละบุคคลครับ

ราคาขายปลีก
A : ขนาด 5 ml. 1 ขวด 250 บาท (ส่งฟรีด่วน EMS)
B : ขนาด 5 ml. 2 ขวด 440 บาท (ส่งฟรีด่วน EMS)
C : ขนาด 5 ml. 3 ขวด 630 บาท (ส่งฟรีด่วน EMS)
D : ขนาด 10 ml. 1 ขวด 450 บาท (ส่งฟรีด่วน EMS)
E : ขนาด 10 ml. 2 ขวด 840 บาท (ส่งฟรีด่วน EMS)
F : ขนาด 10 ml. 3 ขวด 1,200 บาท (ส่งฟรีด่วน EMS)

ราคาโปรโมชั่นสุดคุ้ม ด่วน!! ซื้อสินค้าตอนนี้ ซื้อ1 ฟรี1 จำนวนจำกัด
► ซื้อ Serum ขนาด 10ml 1ขวด 450 บาท
[ แถมฟรีเซรั่ม 5ml มูลค่า 250บาท 1ขวด ] (พร้อมจัดส่งฟรี EMS ทั่วประเทศ)

ติดต่อเรา / สั่งซื้อ
☎ Tel : 094-5489071
📲 Line : @bq.brand (อย่าลืมพิมพ์ @ นะครับ)
📲 Link line : https://line.me/R/ti/p/%40bq.brand
📪 Inbox : Fb.com/messages/BQ.brand
📶 Facebook : www.facebook.com/BQ.brand

แชมพูเร่งผมยาว แก้ไขปัญหาผมบาง ลดหลุดร่วงจากเส้นผมอย่างเห็นได้ชัด BQ hair

แชมพูเร่งผมยาว

แชมพูเร่งผมยาว ช่วยแก้ไขปัญหาผมบาง ลดอาการขาดร่วงของเส้นผมได้เป็นอย่างดี รากเส้นขนไม่สมบูรณ์ ขาดสารอาหารจากหนังศรีษะ แชมพูเร่งผมยาว BQ hair ช่วยบำรุงให้เส้นผมดกดำสวยงามอย่างเป็นธรรมชาติ ครบทุกองค์ประกอบ เร่งผมยาว 5เท่า ด้วยผลิตภัณฑ์ BQ Hair ไม่ว่าเส้นผมจะอยู่ในสภาพไหนก็ตาม ผมแห้งเสียแตกปลาย ผมไม่มีน้ำหนัก เส้นผมแข็งกระด้าง ผมร่วงเป็นกำ หรือเส้นผมของคุณยาวช้า BQ Hair ตอบโจทย์ในทุกๆด้านของเส้นผม สารสกัดจากธรรมชาติ ตัวยานำเข้าจากญี่ปุ่น ปลอยภัยไร้ผลข้างเคียง สินค้าผ่านมาตรฐาน GMP

🌱 สรรพคุณชุดเซ็ตแชมพูเร่งผมยาว
  • 💎เร่งผมยาว 
  • 💎ปลูกผม 
  • 💎แก้ปัญหาผมบาง 
  • 💎ลดการหลุดร่วง 
  • 💎ลดผมเสีย 
  • 💎ดีท๊อกซ์ผม 
  • 💎บำรุงเส้นผม

🌱 สินค้าจากธรรมชาติคัดสรรค์มาให้ผมยาวสวย X5 เท่า
  • 💎ผมยาวเร็วแบบสุขภาพดี 
  • 💎หนานุ่ม เงางาม จัดทรงง่าย 
  • 💎ลดผมร่วง ลูกผมขึ้นใหม่ 
  • 💎ลดรังแค อาการคันหนังศีรษะ 
  • 💎ลดความมันของเส้นผม 
  • 💎กลิ่นหอม ติดผม

🌱 ระยะเวลาเห็นผล 
💎ประมาณ 1-2 เดือน เส้นผมจะยาวขึ้น 3-5 เซ็นติเมตร

🌱 วิธีการใช้ 
💎 เทลงฝ่ามือพอประมาณ ขยี้เบาๆด้วยปลายนิ้วลงบนเส้นผมให้ทั่ว พร้อมนวดหนังศรีษะเบาๆเพื่อกระตุ้นการไหลเวียน ทิ้งไว้ 3-5 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

🌱 ราคาขายปลีก (ช่วงโปรโมชั่น)
💎 ซื้อ Shampoo & Conditioner "690 บาท/ชุด" แถมฟรีเซรั่ม 5ml มูลค่า 250บาท 1ขวด

สนใจติดต่อสั่งซื้อได้ที่
Tel : 094-5489071
📲 Line : @bq.brand (อย่าลืมพิมพ์ @ นะครับ)
📲 Link line : https://line.me/R/ti/p/%40bq.brand
📪 Inbox : Fb.com/messages/BQ.brand
📶 Web : www.facebook.com/BQ.brand

Pomade เซ็ทผม จัดแต่งทรงผม ผู้ชายให้เป็นสไตล์ของตัวคุณ

Pomade เซ็ทผม

หลายท่านคงรู้จักผลิตภัณฑ์แต่งทรงผมชาย(เซ็ตผม) แต่คนส่วนมากจะนึกถึงแต่เจลใส่ผม (Hair Gel) หรือแวกซ์ใส่ผม (Hair Wax) เป็นหลัก เพราะหลายๆท่านยังไม่รู้ว่ายังมี Pomade(โพเมด) ที่เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์แต่งทรงผมผู้ชายที่กำลังได้รับความนิยมในยุคปัจจุบัน ที่จะทำให้คุณเปลี่ยนเป็นคุณชายจอมเนี้ยบได้ในพริบตา

แล้ว! ผลิตภัณฑ์ Pomade คืออะไร ?
Pomade เป็นผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมที่มีลักษณะคล้ายกับแว๊กซ์ มีความแตกต่างกันตรงที่แว๊กซ์จะทำจากวัสดุที่เป็นไขมันแข็งในขณะที่ Pomade จะมีส่วนผสมหลักเป็นน้ำหรือน้ำมัน ความสามารถในการจัดทรงผมชายหรือเซ็ตผม จะค่อนข้างต่างกับแว๊กซ์ตรงที่มีทำให้เส้นผมอยู่ตัว ยึดเกาะเส้นผมได้ดีกว่า และมีความเงางามดูเป็นธรรมชาติ แล้วเรามาดูกันว่า Pomade มีทั้งหมดกี่ชนิด ?

  • 1.Oil-Based คือ Pomadeที่ใกล้เคียงกับ Wax ที่สุดโดยมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นน้ำมัน ซึ่งมีจุดเด่นตรงที่มีลักษณะค่อนข้างเหนียว มีความเงางามสูง ทรงผมอยู่ทรงนาน แต่การล้างออกจะยาก
  • 2.Water-Based คือ Pomadeที่ใช้น้ำเป็นส่วนประกอบหลัก เนื่องจากตัววัสดุที่เป็นน้ำนี้เอง ทำให้หนังศีรษะมีความมันบนหนังศีรษะค่อนข้างน้อย จุดเด่นของ Pomade ชนิดนี้คือสามารถล้างออกด้วยน้ำได้ง่าย ทำให้หมดปัญหาเวลาทำความสะอาด
  • 3.Unorthodox Water based คือ Pomadeที่มีความเป็นกลางๆ ระหว่าง oil-based กับ water-based คือล้างออกง่ายกว่า Oil-based และเซ็ตได้บ่อยๆ กว่า water-based
จัดแต่งทรงผม

ทำไม! ต้องใช้ Pomade ?
จุดที่เป็นสิ่งที่ทำให้ Pomade เป็นที่นิยมคือทำให้เส้นผมอยู่ทรงได้นาน และสามารถปรับแต่งเซ็ตผมได้ตลอดทั้งวันตราบเท่าที่ผู้ใช้ยังไม่ได้ล้าง Pomade ออกจากศีรษะ นั่นเป็นเพราะว่า Pomade ไม่แข็งตัวในอากาศ ทำให้สภาพของเส้นผมยังคงเหมือนเดิมแม้ทิ้งเวลาไว้นาน นี่ถือเป็นจุดขายอย่างหนึ่งของPomade นอกจากนี้ Pomade สมัยใหม่มีการใส่กลิ่นลงไปด้วย ทำให้การแต่งผมก่อนออกจากบ้านมีสีสันยิ่งขึ้น และเป็นการเพิ่มเสน่ห์ต่อคนใกล้ชิดคล้ายกับการฉีดน้ำหอมลงบนเครื่องแต่งกาย

Pomade มันดีอย่างไร ?
Pomade ได้รับนิยมเป็นอย่างมาก ที่ใช้ในการเซ็ตผมให้เรียบตรงและดูเป็นธรรมชาติ ทำให้คุณดูเนี้ยบยิ่งขึ้น เหมาะกับผู้ชายที่ต้องการเซ็ตผมในลุคที่ดูเท่ เคร่งขรึม สุภาพ หากผู้ใช้ต้องการทรงผมที่ยืดตรงควรลง Pomade ลงบนศีรษะก่อนทำการหวีหรือไดร์ผม ก็จะทำให้อยู่ทรงได้ โดยอาจจะทำการหวีเสยไปด้านหลังก็ดูดีไม่น้อย การใส่ Pomade ไม่ควรใส่เยอะเกินไป โดยเฉพาะ Pomade ชนิดที่เป็นน้ำมันจะทำให้เส้นผมของเราดูเงามากกว่าปกติ และทำให้ล้างออกได้ยาก การเซ็ตผมโดยใช้ Pomade นอกจากทรงผมแบบเรียบแล้ว ยังจัดแต่งเป็นแบบมีวอลลุ่มหรือแบบอื่นๆได้อีก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจินตาการของผู้ใช้ อย่างไรก็ตามควรเลือกผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์แต่งผมที่มีคุณภาพ เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการจัดแต่งทรงผมและความปลอดภัยจากการใช้งานด้วยครับ

Pomade Wax by BQ
ถ้าคุณไม่อยากตกเทรนในเวลานี้ควรหา Pomade มาใช้นะครับ โดยเฉพาะทาง BQ Pomade Limited ซึ่งได้จัดทำ Pomade Wax ที่ต่างจากอดีต คือการทำให้ Pomade เป็น Unorthodox Water Based ที่มีส่วนประกอบหลัก ซึ่งผสมระหว่าง wax และ water มีความเป็นกลางๆ ทนเหงื่อได้ดีกว่า pomade แบบ gel ล้างออกง่ายกว่า pomade แบบ oil-based สารสกัดผลิตจากธรรมชาติ ทำให้ถนอมเส้นผมของท่านผู้ใช้ไม่ให้หลุดร่วง และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดแต่งทรงผมได้ง่ายๆ

BQ Pomade Limited ได้คัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการจัดแต่งทรงผมที่ดีที่สุด ในราคายุติธรรมสำหรับลูกค้า เนื่องจาก Pomade นำเข้าหรือที่ทำขายกันในขณะนี้ก็ยังมีราคาสูงมาก

กำจัดขนบนหน้า ด้วยสูตรก้นครัว

แน่นอนว่าขนบนใบหน้านั้น สำหรับผู้ชายแล้วไม่ถือว่าน่าเกลียดอะไรมากนัก แต่ถ้ามันเกิดขึ้นกับผู้หญิงแล้ว บอกเลยว่าจะทำให้เสียความมั่นใจอย่างมากเลยทีเดียว ซึ่งสำหรับวิธีการกำจัดขนบนใบหน้าก็มีอยู่มากมายหลาวิธี แต่ที่จะเอามาแนะนำกันนี้เป็นวิธีธรรมชาติ ด้วยอุปกรณ์ง่ายๆ ที่หาได้ในครัว ไม่ต้องยุ่งยากอะไรกันเลยทีเดียว โดยมีสูตรดังต่อไปนี้ค่ะ

กำจัดขนบนหน้า ด้วยสูตรก้นครัว

1. สูตรมะละกอดิบ กับผงขมิ้น สำหรับสูตรนี้ เพียงแค่เตรียมปอกเปลือกมะละกอดิบออกล้างยางออกให้สะอาดแล้วหั่นเป็นชื้นเล็กๆ จากนั้นนำเอาเข้าสู่เครื่องปั่นปั่นจนเนื้อมะละกอละเอียด ตักใส่ชามพักเอาไว้ จึงเอาผงขมิ้นใส่ลงไปในชาม ผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว นำมาพอกทาที่ผิวหน้าบริเวณที่มีขน จากนั้นนวดสครับเบาๆ ประมาณ 15-20 นาทีจึงล้างออกด้วยโฟมล้างหน้าตามปกติ ทำเป็นประจำ จะทำให้ขนบนผิวหน้านั้นหายไป และทำให้หน้าใสขึ้นอีกด้วย

2. แป้งถั่วลูกไก่ และน้ำมันอัลมอนต์ ช่วยในการกำจัดขนบนใบหน้า สำหรับสูตรนี้เพียงแค่เตรียมแป้งถั่วลูกไก่ ประมาณ 3 ช้อนโต๊ะในชาม เติมน้ำมันเมล็ดอัลมอนต์ลงไป เติมผงขมิ้นลงไป อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว จากนั้นให้นำเอามาพอกที่ผิวหน้า เน้นบริเวณที่ต้องการกำจัดขนทิ้งเอาไว้ประมาณ 15-20 นาที จึงใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดออก เส้นขนที่อยู่บนใบหน้านั้นจะหลุดร่วงออกมาได้ค่ะ

3. สูตรไข่ขาว น้ำตาล และแป้งข้าวโพด สำหรับสูตรนี้เพียงแค่คุณเตรียมไข่ขาวลงในชาม เติมน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนโต๊ะ แป้งข้าวโพด ครึ่งช้อนโต๊ะลงไป ตีส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว จากนั้นให้เอามาพอกทาที่ผิวหน้าจนทั่ว ทิ้งไว้จนส่วนผสมแห้งเกาะติดกับผิวหน้าจึงค่อยๆ ลอกออก ด้วยคุณสมบัติของไข่และส่วนผสมอย่างน้ำตาล แป้งข้าวโพด จะช่วยทำให้ลอกขนออกมาได้อย่างถึงรากถึงโคนเลยทีเดียว

4. สูตรน้ำผึ้งและมะนาว ช่วยกำจัดขน เพียงแค่คุณเตรียมเอาน้ำมะนาว 2 ช้อนชา ผสมกับน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ ตีผสมส่วนผสมทั้งสองให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว จากนั้นนำเอาสำลีมาชุบและเช็ดตามผิวหน้า บริเวณที่เกิดขนจนทั่ว ทิ้งเอาไว้ประมาณ 15-20 นาทีจึงล้างออก ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะช่วยกำจัดขนที่เกิดบนผิวหน้าได้อย่างชะงัดเลยทีเดียวค่ะ

5. สูตรมะนาว น้ำตาล และน้ำเปล่า กำจัดขน สำหรับสูตรนี้เพียงแค่ผสมน้ำตาลทรายประมาณ 2 ช้อนโต๊ะลงในชาม เทน้ำลงไปประมาณ 1 แก้ว คนให้เข้ากันจนน้ำตาลละลายจึงเติมน้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะลงไป ผสมให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว แล้วนำมาทาที่ผิวหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาทีจึงล้างออก ทำแบบนี้จะช่วยกำจัดขนที่เกิดขึ้นบนผิวหน้าได้ค่ะ

ไว้หนวดอย่างไรให้ดูเข้ม

การไว้หนวดนั้น หนุ่มๆ คนไหนก็สามารถไว้ได้ แต่การจะไว้ให้ดูเข้ม คมเข้ากับหน้าตา และทรงของเครามากที่สุดนั้น มันก็ต้องมีการดูแลตัวเองที่ดีพอสมควรเลยทีเดียว ซึ่งบทความนี้จะมาแนะนำวิธีการดูแลหนวดเครา สำหรับหนุ่มผู้ไว้หนวด ว่าเราจะไว้หนวดอย่างไรให้ดูเข้ม หล่อ เท่ น่ามองเป็นที่สุดกันครับ

ไว้หนวด

1. เล็มหนวดให้ถูกวิธี และเล็มอย่างพองามเท่านั้น ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้ในการเล็มก็ควรเป็นกรรไกรขนาดเล็ก โดยการเล็มนั้นควรพยายามเล็มเอาส่วนปลายของหนวดเคราออกเท่านั้น เนื่องจากหากเล็มมากเกินไป จะทำให้หนวดเคราดูบางลง ไม่ดกดำสวยงามเท่าที่ควรครับ

2. บำรุงผิวหน้าอยู่เสมอ ด้วยการทำสครับผิวหน้าเป็นประจำ เพราะว่าการทำสครับผิวหน้านั้นจะช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพที่ดี เป็นการขจัดเอาเซลล์ผิวที่เสีย หรือตายแล้วออกไป โดยหากเรามีการทำสครับผิวหน้าอยู่เสมอ ก็จะเป็นผลดีต่อหนวดเครา ที่จะสามารถดูดซึมเอาสารอาหารจากผิวได้ดีมากขึ้นอีกด้วย

3. อย่าลืมปฏิบัติกับหนวดและเครา ไม่ต่างไปจากผม เป็นต้นว่าการสระ การทำความสะอาด การใช้ครีมบำรุง เพราะแท้ที่จริงแล้วหนวดเครานั้นก็เป็นเส้นขนที่มีความคล้ายผม สำหรับการทำความสะอาดหนวดเครา ก็คือให้สระด้วยแชมพู และครีมนวด จากนั้นก็อย่าลืมบำรุง เสริมสร้างความชุ่มชื้นด้วย เพราะนอกจากจะทำให้หนวดนั้นดกดำเงางาม ยังทำให้จัดทรงได้ง่ายอีกด้วยครับ

4. ควรทำการเล็มหนวด หรือเครา ระหว่างที่มันแห้งเท่านั้น ไม่ควรเล็มระหว่างที่หนวดเคราเปียก เพราะว่าเมื่อหนวดเคราถูกน้ำ จะทำให้มันยาวกว่าปกติ ดังนั้นการเล็มระหว่างที่หนวดเครานั้นเปียกนั้นไม่ควรเป็นอย่างมาก เพราะจะทำให้รูปของทรงหนวดเคราเสียไป ตลอดจนทำให้เส้นหนวดนั้นสั้นกว่าที่ควรเป็นอีกด้วยครับ

5. สำหรับหนุ่มๆ ที่มีหนวดเครายาว และกำลังเจอกับปัญหาจัดแต่งทรงของหนวดเคราไม่เป็นทรงอยู่ล่ะก็ แนะนำว่าให้ใช้พวกแว็กซ์แต่งหนวดเครา ในการจัดแต่งทรงของหนวดเครา จะทำให้การจัดแต่งหนวดเครานั้นดูเป็นทรงสวยงามมากขึ้น ไม่ชี้ฟู รุงรังได้ง่ายๆ นั่นเอง

6. ไม่ควรปล่อยให้ผิวหนัง หรือหนวดเครานั้นมีความแห้งกร้านมากเกินไป เพราะมันจะทำให้เกิดปัญหาขุยสีขาวๆ ได้ง่าย อีกทั้งหนวดที่แห้งนั้นจะเสี่ยงต่อการเสียหายจากมลภาวะ ความร้อน แดด ความชื้นได้ง่าย ดังนั้นเราควรทำให้หนวดเครา มีความชุ่มชื้นอยู่ตลอด ด้วยการใช้ครีม หรือเจล มีมีมอยส์เจอไรเซอร์ ในการบำรุงหนวดเคราอยู่เสมอครับ

ข้อดี ข้อเสีย ของการสักคิ้ว

ชีวิตประจำวันของคนเรานอกจากจะยุ่งวุ่นวายกับสารพัดปัญหาต่างๆในยามเช้าแล้ว สาวๆหลายคนที่มักจะเสียเวลาอยู่กับการแต่งหน้า โดยเฉพาะการเขียนคิ้วด้วยในเวลาเร่งรีบแบบนี้จะเขียนให้สวยให้ดีมากแค่ไหนก็ยังเป็นเรื่องยากอยู่ แต่คงจะดีไม่ใช่น้อยเลยทีเดียวถ้ามีวิธีที่ช่วยจัดการปัญหานี้ให้หมดไปซึ่งวิธีการที่หลายๆคนเลือกใช้คงหนีไม่พ้น การสักคิ้ว และการเพนท์คิ้ว นั่นเอง เพื่อจะได้ไม่เสียเวลา แต่การสักคิ้ว หรือ การเพนท์คิ้ว นั้น ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะเลือกใช้แบบไหนดีก็ควรรู้ทั้งข้อดี และ ข้อเสียของการทำคิ้วเสียก่อน

การสักคิ้ว

ข้อดีของการสักคิ้ว
1.ช่วยให้ใบหน้าสวยได้รูป เพราะหากมีคิ้วที่สวยรับกับใบหน้าจะช่วยให้ใบหน้านั้นดูโดดเด่น เรียวสวยและมีมิติมากขึ้น
2.ประหยัดเวลาในการแต่งหน้า เพราะการแต่งคิ้วและเขียนคิ้วนั้นต้องอาศัยความชำนาญเป็นอย่างมากเพื่อให้คิ้วนั้นออกมาดูสวย แต่หากทำด้วยวิธีการนี้ การตกแต่งคิ้วจึงเป็นเรื่องง่ายที่สุด
3.ไม่มีเลือดออก ไม่ก่อให้เกิดอาการอักเสบ เพราะหลังจากสักคิ้วมาเรียบร้อยแล้ว สาวๆก็สามารถแต่งหน้าได้ตามปกติ
4.ลายเส้นสวยชัดเจนได้รูป เพราะการสักคิ้วแบบสมัยใหม่นั้นจะช่วยให้รูปสีของคิ้วไม่เปลี่ยนไปและยังคงอยู่ได้นานไม่หลุดลอกหรือเปลี่ยนเป็นสีเขียวเหมือนกับการสักคิ้วในสมัยก่อน
5.ปรับรูปหน้าได้อย่างเหมาะสม หลายๆคนมักจะนิยมสักคิ้วเพื่อปรับรูปหน้าให้รับกับโหง่วเฮ้งมากที่สุด นอกจากจะบ่งบอกถึงความสวยงามแล้วหลายคนเชื่อว่าจะเกิดสิ่งดีๆตามมานั่นเอง
6.แก้ไขข้อบกพร่องต่างๆของคิ้ว ไม่ว่าจะเป็นคิ้วบาง คิ้วหนา หางคิ้วตกบ้าง คิ้วแหว่งบ้าง หรือ เกิดรอยแผลเป็นบริเวณคิ้ว เป็นต้น การสักคิ้วสามารถปรับแต่งหรือแก้ไขให้ดีขึ้นได้
7.คิ้วได้รูปสวยอย่างเป็นธรรมชาติไม่หลอกตา
8.สามารถเลือกรูปแบบและสีได้ตามที่ต้องการ
9.ไม่ต้องแต่งหน้ามาก เมื่อมีคิ้วที่ได้รูปอย่างที่ต้องการแล้ว การแต่งหน้าเพียงเล็กน้อยก็ช่วยให้ใบหน้าของคุณดูสวยโดดเด่นได้ไม่ยาก

ข้อเสียของการสักคิ้ว
1.ไม่คงอยู่ถาวรเหมือนคิ้วของเราที่มีมาโดยธรรมชาติ เพราะการสักคิ้วนั้นจะอยู่ติดกับตัวเราเพียงแค่ 3-5 ปี เท่านั้น ขึ้นอยู่กับความคงทนของสีที่สักมา ถ้าหากอยากให้คิ้วยังคงได้รูปเหมือนเดิมก็ต้องไปทำเพิ่ม หรือ ทำใหม่ เลย
2.ความคงทนของสีและลายเส้นนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของผู้ทำแต่ละคน บางคนที่มีผิวมัน บางคนผิวแห้ง ซึ่งความยากง่ายในการทำก็จะแตกต่างกันออกไป

อย่างไรก็ตาม หากใครที่เลือกใช้วิธีนี้ ควรศึกษาหาข้อมูลให้ดีเสียก่อน เพราะการสักคิ้วนั้นจะต้องได้รับการสักจากผู้ที่เชี่ยวชาญ อีกทั้งต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลักด้วย

เชื้อราบนหนังศีรษะ รักษายังไงดีนะ

เชื้อราบนหนังศีรษะ

เชื้อราบนหนังศีรษะ เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดผมร่วง และรังแค ซึ่งเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้นานจนเกินไปก็จะส่งผลเสียตามมาเช่นกัน นอกจากนี้ยังส่งผลต่อบุคลิกภาพของตัวคุณเองอีกด้วย ซึ่งสาเหตุของการเกิดเชื้อราบนหนังศีรษะนั้นมีได้หลายประการด้วยกัน คือ

1 . เกิดจากสภาพแวดล้อม และอุณหภูมิ อย่างเช่น ในช่วงเข้าฤดูหนาวอากาศที่หนาวเย็น อากาศร้อนก็ทำให้เกิดรังแคได้
2. หนังศีรษะของคุณมีความมันมากเกินไป โดยที่ต่อมไขมันใต้หนังศีรษะผลิตน้ำมันมากเกินไปซึ่งเป็นตัวการตัวกระตุ้นให้เกิดเชื้อรา Pityrosporum ovale บนหนังศีรษะเจริญเติบโตมากขึ้น
3.การทำความสะอาดที่ไม่เพียงพอ ทำให้เกิดความสกปรกเป็นระยะเวลานาน
4.ร่างกายสารอาหารบางชนิด เช่นธาตุสังกะสี โอไมก้า 3 และวิตามินบี รวมถึงการรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม รสหวานมากเกินไป
5.การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับเส้นผมและหนังศีรษะ เพราะส่วนประกอบของแชมพูแต่ละชนิดนั้นต่างกัน บางคนอาจจะเกิดจากการใช้สเปย์และการทำสีผมที่มากเกินไป
6.ความเครียด ความวิตกกังวลใจ

เชื้อราบนหนังศีรษะมีลักษณะเป็นอย่างไร
เชื้อราบนหนังศีรษะหรือที่ลายๆคนมักจะเข้าใจว่า มันคือ รังแค แต่อันที่จริงแล้ว มันไม่ใช่รังแค อย่างที่หลายๆคนเข้าใจกัน เพียงแค่รูปร่างที่เราเห็นมันคล้ายกันมากๆแต่ว่ามีขนาดที่เล็กกว่าเป็นสีขาว และก่อให้เกิดสะเก็ดบนหนังศีรษะได้ หากเราเผลอเกาเข้าไปจะทำให้เกิดแผล ซึ่งเวลาที่เราทำความสะอาดหนังศีรษะนั้นก็จะเกิดอาการแสบ หากปล่อยทิ้งไว้นานๆก็อาจเกิดอาการอักเสบปละบวมได้ บางรายถึงกับมีอาการไข้กันเลยทีเดียว

วิธีการรักษา
1.เลือกใช้แชมพูสระผมที่ใช้ในการรักษาเชื้อราบนหนังศีรษะโดยเฉพาะซึ่งสามารถออกฤทธิ์ได้อย่างตรงจุด
2.หลีกเลี่ยงการแคะ แกะ เกา หนังศีรษะ เพราะนอกจากจะทำให้เกิดแผลขนาดใหญ่แล้ว ยังทำให้สิ่งสกปรกต่างๆเข้าไปได้ง่ายและทำให้ผมหลุดร่วงได้อีกด้วย
3.ลดการใช้น้ำอุ่นในการสระผมทุกครั้ง เพราะการใช้น้ำอุ่นทำความสะอาดเส้นผมจะทำให้หนังศีรษะของคุณแห้งมากขึ้นกว่าเดิม ทางที่ดีควรเลือกใช้น้ำธรรมดาที่ไม่เย็นหรือ อุ่นจะดีที่สุด
4.รักษาความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นผ้าเช็ดตัว หวี หมวก ปลอกหมอนหรือ เครื่องนอนของคุณเอง ทางที่ดีที่สุดควรเปลี่ยนสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น
5. หากใครที่ทำทุกอย่างที่กล่าวมาแล้วไม่หายสักที รีบไปพบแพทย์เลยค่ะ เพราะแพทย์จะได้วินิฉัยและจ่ายยามาให้รับประทาน

ดังนั้น เมื่อเรารู้สาเหตุที่ก่อให้เกิดเชื้อราบนหนังศีรษะแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดเบื้องต้น ก็คือ 
การรักษาความสะอาดนั่นเอง

สาเหตุหลักที่ทำให้คิ้วบาง

คิ้ว เป็นอวัยวะหนึ่งที่ช่วยป้องกันเหงื่อไม่ให้ไหลเข้าสู่ดวงตาได้โดยตรง ลักษณะของคิ้วของแต่ละคนนั้นก็จะแตกต่างกันออกไป บางคนมีขนคิ้วที่เข้ม บางคนมีขนคิ้วที่บาง หรือขนคิ้วเรียงตัวได้อย่างสวยงามเข้ารูป ซึ่งมีทั้งเส้นเล็กบ้าง หนาบ้าง สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่มาจากพันธุกรรมหรืออาจจะมาเพราะการได้รับยาหรือสารเคมีบางชนิด ซึ่งอาจจะทำให้คิ้วของคุณร่วงและบางลงได้ ดังนั้นคนที่เริ่มมีปัญหาหรือสังเกตุเห็นว่าคิ้วของตนนั้นมีความผิดปกติก็ควรหาทางป้องกันเสียแต่เนิ่นๆจะดีที่สุด

สาเหตุหลักที่ทำให้คิ้วบาง

สาเหตุที่ทำให้คิ้วบาง มีดังนี้
1.การลดลงของฮอร์โมนหรือความผิดปกติของฮอร์โมน ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งชายและหญิง เช่น ต่อมไทรอยด์ของคุณทำงานผิดปกติ ซึ่งการทำงานที่ผิดปกติของต่อมไทรรอยด์นั้น สามารถสังเกตได้จากบริเวณคิ้ว ลองส่องกระจกดูว่าคิ้วของคุณนั้นสั้นไปหรือเปล่าและมีขนคิ้วหลุดร่วงมากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่ หากพบว่ามีความผิดปกติควรไปพบแพทย์โดยด่วยเพราะนั่นหมายความว่าต่อมไทรรอยด์ของคุณมีปัญหา

2.เกิดการอักเสบของผิวหนัง เช่น โรคผิวหนังอักเสบ ผื่นแพ้จากเครื่องสำอาง ผื่นจากต่อมไขมัน เป็นต้น โรคเหล่านี้อาจจะทำให้คิ้วของคุณหลุดล่วงได้ง่าย

3.การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดัน ยาคุมกำเนิด ยารักษาโรคเก๊าฑ์ ยาประเภทนี้จะทำให้ฮอร์โมนในร่างกายของคนเราเสียความสมดุลทำให้เกิดจากหลุดร่วงของเส้นผม ขนคิ้วได้ แต่เมื่อหยุดใช้ก็จะกลับมาเป็นปกติ ดังนั้นการใช้ยาในแต่ละครั้งควรขอคำแนะนำจากแพทย์จะดีที่สุด

4.โรคซิฟิลิส โรคเรื้อน หรือโรคผมร่วงหย่อม เป็นโรคผิวหนังอีกชนิดหนึ่งที่เกิดจากการอักเสบของผิวหนัง ซึ่งจะไม่มีอาการคัน ไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆเลย โรคนี้มีสาเหตุมาจากความแปรปรวนไปของระบบภูมิคุ้มกันของผิวหนัง หรือ ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องนั่นเอง

5.ความเครียดและภาวะซึมเศร้า เป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คิ้วหลุดร่วงได้ง่ายเช่นเดียวกัน

6.โรคขาดสารอาหาร เกิดจากการที่ร่างกายได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ การได้รับแร่ธาตุบางชนิดต่ำเกินไป อย่างธาตุเหล็ก ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากโดยเฉพาะกับผู้หญิง สังเกตได้จาก ขนคิ้วหยาบ แห้ง เปราะและขาดง่าย

7.โรคถอนผมและคิ้วตัวเอง เรียกได้ว่าเป็นอาการผิดปกติอย่างหนึ่งของภาวะจิตใจ เป็นนิสัยอย่างหนึ่งที่มักจะย้ำคิดย้ำทำสิ่งนั้นอยู่เสมอจนกลายเป็นนิวัย เช่นการถอนคิ้ว ถอนผมตัวเองโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งเกิดมากจากสภาวะความเครียด การดำเนินชีวิตประจำวัน เป็นต้น

เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติตามที่กล่าวมาในข้างต้นนี้ ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที

ข้อควรรู้ก่อนทำการปลูกผม

ข้อควรรู้ก่อนทำการปลูกผม

ผมร่วง ผมบาง และหนังศีรษะล้าน เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความกังวลใจเป็นอย่างมาก แต่ถ้าจะให้พูดถึงการปลูกผม แล้วล่ะก็ เรามักจะนึกถึง การศัลกรรมและ การใช้แชมพูปลูกผม ซึ่งปัจจุบันผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีเข้าให้เลือกใช้กันมาก ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของสเปย์ ตัวพ่น ครีมบำรุงผม ครีมนวดผม วิธีนี้บางคนอาจจะใช้ในผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นก็คือ การศัลกรรมปลูกผม หากเปรียบเทียบกับสมัยก่อน การศัลกรรมปลกผมในไทยนั้นค่อยจะได้รับความนิยมกันมากเหมือนปัจจุบัน เนื่องจากมีราคาค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงแล้ว ทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญนั้นก็ไม่ค่อยมี ดังนั้นในวันนี้เราเลยมีข้อควรรู้ต่างๆเกี่ยวกับการปลูกผมโดยการศัลกรรมมาฝาก

การปลูกผมด้วยวิธีการศัลยกรรมได้ผลจริงหรือไม่ ?
การปลูกผมด้วยวิธีการศัลยกรรมนั้น ไม่อาจจะได้ผลกบทุกคน เพราะการปลูกผมนั้นจะใช้เส้นผมบริเวณท้ายทอยที่มีปริมาณมากพอของตัวเราเองเท่านั้นไม่สามารถใช้ของคนอื่นๆได้ ไม่ว่าบุคคลนั้นๆจะเป็นคนในครอบครัวก็ตามและไม่มีการใช้ผมสังเคราะห์อย่างเด็ดขาด และผมที่ทำการปลูกนั้นจะยาวได้จริง

การปลูกผมด้วยวิธีนี้เป็นอันตรายและใช้ระยะเวลาในการรักษานานไหม 
การศัลยกรรมปลูกผมด้วยวิธีนี้ความปลอดภัยไม่เป็นอันตรายแน่นอน เพราะเป็นเหมือนการผ่าตัดขนาดเล็กที่ใช้ระยะเวลาไม่นาน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำการศัลยกรรมปลูกผมก็คือ
  • ความมีฝีมือและประสบการณ์ของแพทย์นั้นมีมากน้อยเพียงใด
  • การดูแลเอาใจใส่ขณะทำการปลูกผมของทีมแพทย์
  • อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ของแพทย์ทันสมัย มีความสะอาดมากเพียงพอหรือไม่
  • การดูแลหลังจากการผ่าตัดต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและมีการติดตามผลอยู่เสมอๆ เพราะบางรายอาจจะมีอาการไข้ขึ้นได้
การศัลยกรรมปลูกผมนั้น หลังจากที่ทำการปลูกถ่ายเส้นผมแล้ว จะเกิดอาการผมร่วง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ คนที่ได้รับการปลูกผมไม่ต้องตกใจ เพราะอาการผมร่วงจะลดลงภายใน 4-6 สัปดาห์ หลังจากนั้นรากผมและเส้นผมที่ได้รับการปลูกนั้นก็จะยาวขึ้นและแข็งแรงขึ้นตามเดิม แต่อาจจะมีเฉพาะบางรายเท่านั้นที่มีผมร่วงมากเป็นพิเศษ ซึ่งอาจจะนานถึง 4 เดือน เลยทีเดียว สาเหตุของการเกิดผมร่วงอย่างรุนแรงนั้น อาจเป็นเพราะว่า ได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอ ขาดวิตามิน แร่ธาตุต่างๆ หรือแม้แต่ความเครียดและความวิตกกังวล ก็เป็นสาเหตุทำให้ผมร่วงได้เช่นกัน

การศัลยกรรมปลูกผมนั้นเหมาะกับใครบ้าง การปลูกผมด้วยวิธีนี้ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถทำได้หมดทุกคน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอายุ สภาพของเส้นผม ปริมาณเส้นผมบริเวณท้ายทอยมีมากพอที่จะทำการปลูกผมได้ หากคนที่เพิ่งรู้ตัวว่าผมเริ่มร่วง ไม่ควรจะใช้วิธีการนี้ เพราะสาเหตุที่ทำให้เกิดผมร่วงผมบาง อาจจะเป็นเพราะขาดสารอาหารบางอย่างไป

ปัจจุบันมีวิวัฒนาการหลายอย่างที่ช่วยให้เรามีผมสวยได้อย่างเป็นธรรมชาติ อยู่ที่คุณจะเลือกแล้วว่าจะใช้วิธีการแบบไหนเท่านั้นเอง

สิ่งที่ควรต้องระวังหลังสักคิ้ว

สิ่งที่ควรต้องระวังหลังสักคิ้ว

เพราะ คิ้ว คือ มงกุฎ ของใบหน้า ใครๆก็อยากมีคิ้วที่สวยงามกันทั้งนั้น แต่ว่าหลายคนมักจะประสบพบเจอกับปัญหาคิ้วที่ไม่ได้รูปบ้าง คิ้วตกบ้าง คิ้วบางไป คิ้วหนาไป ดูไม่เข้ากับใบหน้าสักเท่าไหร่ ทางเลือกส่วนใหญ่ที่ผู้คนมักจะให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆเลย ก็คือ การสักคิ้ว และ การใช้เซรั่มปลูกคิ้ว ซึ่งทั้งสองทางเลือกนี้จะช่วยให้คิ้วของคุณสวยงามได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเลือกด้วยวิธีไหน การดูแลรักษาหลังจากทำคิ้วแล้วนั้น ย่อมสำคัญ ในวันนี้เรามีวิธีการดูแลคิ้วมาฝากกัน

การดูแลคิ้วหลังการสักคิ้ว หรือ เพนท์คิ้ว 3 มิติ มีดังนี้
1.หลังจากทำการสักคิ้วหรือ เพนท์คิ้ว 3 มิติ แล้ว ผู้ทำสามารถล้างหน้าได้ตามปกติ แต่ควรจะหลีกเลี่ยงบริเวณคิ้วเอาไว้ก่อนอย่างน้อย 7 วัน เมื่อครบกำหนดแล้วหลังจากนั้นก็สามารถล้างหน้าได้ตามเดิม แต่ควรล้างหน้าอย่างเบามือที่สุด อย่างเผลอถูรุนแรงล่ะ
2.เมื่อจะแต่งหน้าควรเว้นการทาครีมบริเวณคิ้ว ยกเว้นแต่จะเป็นครีมบำรุงที่ให้ไปเท่านั้น และห้ามทาครีมกันแดดหรือสารที่เพิ่มความขาวทุกชนิดบริเวณคิ้วอย่างเด็ดขาด
3.งดการเขียนคิ้วไว้ก่อน 3 วัน เพราะหลังจากการสักคิ้ว หรือ เพนท์คิ้วนั้น บริเวณคิ้วนั้นยังมีบาดแผลอยู่ซึ่งเสี่ยงต่อการสะสมของเชื้อโรคเป็นอย่างมาก ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการเขียนคิ้วไว้อย่างน้อย 5-7 วันก่อน เมื่อแผลหายดีเป็นปกติควรกลับมาเขียนใหม่
4.หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในที่ร้อน อบอ้าว ไม่ว่าจะเป็น การเล่นโยคะร้อน วิ่ง การอบซาวน่า และหลีกเลี่ยงการโดนแดดมากๆ เพราะ จะทำให้เหงื่อออกมาก จะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ นอกจากนี้เหงื่อยังเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคอีกด้วย ดังนั้นควรหยุดพักการออกกำลังไปก่อน
5.หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ของหมักดอง อาหารรสจัด เช่น พริก ขิง ข่า พริกไทย อาหารทะเล และของแสลงต่างๆเป็นต้น อาหารรสจัดและของหมักดองทั้งหลายจะขับสีทำให้สีไม่ติด หรืออาจจะติดได้ไม่ดีเท่าที่ควร
6.หลังจากที่ทำการสัก หรือ เพนท์คิ้ว ไปได้สักระยะหนึ่งนั้น แผลที่ได้รับการสักนั้นจะเริ่มตกสะเก็ด ทำให้เกิดอาการคันที่คิ้วได้ ดังนั้นไม่ควรแกะ หรือ เกา หรือสัมผัสด้วยวิธีการต่างๆเพราะจะทำให้ลายเส้นคิ้วนั้นหลุดออกไปได้ อีกทั้งยังทำให้แผลเกิดการอักเสบและติดเชื้อได้
7..หมั่นทาครีมบำรุงอยู่เสมอๆเป็นประจำอย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อวัน เพราะครีมบำรุงนั้นจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นและแผลที่ตกสะเก็ดหายเร็วขึ้น

การดูแลรักษาคิ้วหลังจากทำการสักนั้นไม่ยากเลย เพียงแต่ต้องให้ความใส่ใจและคำนึงถึงความสะอาดเป็นหลัก

สูตรหมักผม แก้ผมมัน

อย่างที่รู้กันว่า อาการผมมันนั้นเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อสภาพของเส้นผม ทำให้ขาดความมั่นใจ และยังทำให้เกิดอาการผิดปกติอื่นๆ ตามมามากมายไม่ว่าจะเป็นรังแค อาการคันบนหนังศีรษะ ผมลีบ จัดทรงได้ยาก เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่มีผมมัน สามารถที่จะใช้สูตรหมักผมจากธรรมชาติ ในการจัดการกับผมมันได้ ดังต่อไปนี้

สูตรหมักผม แก้ผมมัน

1. สูตรมะนาว และน้ำกลั่น มะนาวนั้นมีสรรพคุณ ในการบำรุง และรักษาความสะอาดของเส้นผม ตลอดจนหนังศีรษะอยู่แล้ว เพราะมะนาวอุดมไปด้วยวิตามินและกรดผลไม้ที่จำเป็นหลายชนิด เพียงแค่นำเอามะนาว 1-2 ผล มาผ่าครึ่งแล้วคั้นเอาแต่น้ำ (แนะนำให้เป็นมะนาวสดนะคะ) จากนั้นนำเอาน้ำที่ได้ไปผสมกับน้ำกลั่น ½ ถ้วย คนให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว จึงนำเอามาชโลมให้ทั่วเส้นผมและหนังศีรษะ ทิ้งเอาไว้ 2 ชั่วโมง ล้างออก ปัญหาผมมันจะหายไป หากทำเป็นประจำ

2. สูตรมะนาว และไข่ไก่ ไข่ไก่นั้นอุดมไปด้วยโปรตีน และกรดไขมันหลายชนิด ที่มีสรรพคุณ ในการคืนความชุ่มชื้นให้กับเส้นผม และหนังศีรษะได้ เมื่อรวมกับมะนาว ที่มีสรรพคุณ ในการกำจัดความมันแล้ว สูตรนี้จะช่วยให้ผมหายมันและมีความนุ่มชุ่มชื้นสุขภาพดี เพียงแค่นำเอามะนาว มาคั้นเอาแต่น้ำ แล้วนำไปตีผสมกับไข่ไก่ 2 ฟอง จนกลาเยป็นเนื้อเดียว แล้วเอามาชโลมให้ทั่วศีรษะ แล้วหมักเอาไว้ 30 นาทีจึงล้างออกด้วยน้ำเย็น และสรผมตามปกติ ทำเป็นประจำ ผมจะหายมัน และมีสุขภาพที่ดีค่ะ

3. สูตรมะนาว โยเกิร์ต โยเกิร์ตนั้นมีโปรตีน และสารอาหาร ที่ช่วยทำให้เส้นผมมีความนุ่มสลวยดุจแพรไหม ไม่แพ้ผลิตภัณฑ์จากนมชนิดอื่นๆ เลยทีเดียว เพียงแค่นำเอาโยเกิร์ตมา 1 ถ้วย เติมน้ำมะนาวลงไป 1 ลูก เติมผงฟูลงไป 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว จากนั้นนำเอาส่วนผสมที่ได้ มาชโลมให้ทั่วเส้นผม หมักทิ้งเอาไว้ประมาณ 30 นาที ล้างออกและสระผมตามปกติ ทำเป็นประจำ ปัญหาผมมันจะหายไปเอง

4. สูตรมะนาว และว่านหางจระเข้ ว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณ ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเส้นผมและหนังศีรษะได้ดี เพียงแค่นำเอามะนาว 1 ลูก มาคั้นเอาแต่น้ำ เติมว่านหางจระเข้ ที่ปอกเอาแต่เนื้อวุ้นด้านในเข้าไปอีก 1 หาง ผสมให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวแล้วนำเอาไปชโลมที่เส้นผมและหนังศีรษะจนทั่ว หมักทิ้งเอาไว้ 15 นาทีล้างออก แล้วสระผมตามปกติ ทำเป็นประจำ ปัญหาผมมันจะหายไปค่ะ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นประโยชน์ของมะนาว ที่สามารถนำมาใช้จัดการกับปัญหาผมมันได้อย่างดีเลยทีเดียวค่ะ

วิธีจัดการกับผมแห้ง

ผมแห้ง

แน่นอนว่า ปัญหาผมแห้งนั้นเป็นเรื่องที่หลายๆ คนนั้นหนักใจเป็นอย่างมาก เพราะว่าเมื่อเกิดขึ้นแล้ว มันจะฟื้นฟูได้ยาก อย่างไรก็ตามสำหรับบทความนี้จะมาแนะนำ วิธีการรับมือกับผมแห้งเสีย มาฝากกันค่ะ

1. พยายามอย่าทำให้เส้นผมมีความตึง หรือรั้งผมมากเกินไป โดยเฉพาะการมัดผม หรือการรวบผม ซึ่งต้องบอกเลยว่าการดึงรั้งผมเอาไว้ เป้นสาเหตุสำคัญของผมแตกปลาย เพราะว่าการดึงรั้งผมจะทำให้เส้นผมได้รับสารอาหารไม่เต็มที่นั่นเอง

2. อย่ายีผม เพราะการยีผมนั้นจะทำให้เส้นผม ขาดหลุดร่วงได้ง่าย โดยเฉพาะระหว่างที่เส้นผมเปียกชื้น นอกจากนั้นแล้ว การยีผมจะทำให้สารอาหารที่เคลือบตามเส้นผมนั้นหลุดร่วงออกไปอีกด้วย ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการยีผมอย่างเด็ดขาด

3. เลือกใช้หวีประเภทที่มีซี่ห่าง เนื่องจากจะเป็นหวี ที่ไม่ทำร้ายเส้นผม ไม่ทำให้เส้นผมขาดหลุดร่วงเหมือนกับหวีซี่ถี่ นอกจากนั้นแล้วหวีที่ควรเลือกมาใช้ แนะนำให้เป็นหวีไม้ เนื่องจากจะไม่สร้างไฟฟ้าสถิตย์ ที่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของผมพันกันค่ะ ซึ่บจะทำให้ผมขาดได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิมอีก โดยเฉพาะสาวๆ ที่มีผมลีบเล็ก

4. หากเป็นไปได้ ควรใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ หรือน้ำมันสกัดจากธรรมชาติ ในการหมักผม แทนการใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทสำเร็จรูป เนื่องจากจะทำให้เส้นผม ได้รับสารอาหารที่จำเป็นโดยตรง และไม่ทิ้งสารตกค้างใดๆ ค่ะ

5. เล็มส่วนของปลายผม ออกเป็นประจำ 6-8 สัปดาห์ต่อครั้ง เพราะว่าเส้นผมที่แห้งเสีย จะแตกปลายได้ง่าย ซึ่งเมื่อเส้นผมนั้นแตกปลายแล้ว จะทำให้เส้นผมได้รับสารอาหาร จากรากผมไม่เต็มที่ เพราะสารอาหารต้องส่งมาฟื้นฟูส่วนที่แตกปลายนั่นเอง ดังนั้นสาวๆ ที่มีผมแห้ง ควรเล็มปลายผมเพื่อตัดส่วนไม่จำเป้นนี้ทิ้งอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เส้นผมสามารถได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่

6. อย่าหวีผมระหว่างที่เส้นผมมีความเปียกชื้น เนื่องจากเมื่อเส้นผมเปียกชื้น จะมีความอ่อนแอสูงมาก เมื่อหวีผมระหว่างนี้นอกจากจะทำให้เส้นผมขาดและหลุดร่วงได้ง่ายแล้ว ยังเป็นการทำให้สารอาหารที่เคลือบตามเส้นผมและหนังศีณาะอยู่นั้นหลุดออกไป ส่งผลทำให้เกิดความแห้งเสียนั่นเองค่ะ ดังนั้น หากต้องการหวีผม ควรเป่าผมให้แห้งก่อนจะดีที่สุด นอกจากนั้น ก็ไม่ควรปล่อยให้เส้นผมมีความเปียกชื้นก่อนนอนอีกด้วย

7. อย่าสระผมด้วยน้ำอุ่น สำหรับคนที่มีปัยหาผมแห้ง หรือหนังศีรษะแห้งนั้น ควรหลีกลเยงการสระผม ด้วยน้ำอุ่นอย่างเด็ดขาด เพราะน้ำอุ่นจะเป็นตัวละลายไขมันและโปรตีน ที่เคลือบหนังศีรษะและเส้นผมให้หายไปได้ ส่งผลให้เกิดผมแห้งเสีย ที่ฟื้นฟูได้ยากนั่นเอง

รับมือกับผมแตกปลาย

รับมือกับผมแตกปลาย

ปัญหาผมแตกปลายนั้น ส่งผลเสียโดยตรงต่อความมั่นใจของสาวๆ เพราะมันจะทำให้เส้นผมมีความแห้งเสีย และขาดน้ำหนัก อีกทั้งยังจัดทรงได้ยากอีกด้วย อย่างไรก็ตามสำหรับสาวๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาเส้นผมแตกปลายนี้ สามารถรับมือได้ โดยใช้วิธีดังต่อไปนี้

1. หลีกเลี่ยง การทำกระบวนการเคมีกับเส้นผม เช่นการทำสีผม การดัด การย้อมผม เป็นต้น ทั้งนี้เพราะกระบวนการเหล่านี้ จะทำให้เส้นผมนั้นเกิดความแห้งจากสารเคมี นอกจากนั้นสารเคมีบางตัวยังทำให้เกิดความเสียหายกับเส้นผมโดยตรงอีกด้วย เช่น กระบวนการกัดสีผม เป็นต้นค่ะ

2. ไม่ควรใช้น้ำประปา ที่มีส่วนผสมของคลอรีน หรือแคลเซียมสูง ในการสระผมเป็นประจำ เนื่องจากจะเป็นตัวการทำลายความชุ่มชื้นของเส้นผมโดยตรง ทำให้เส้นผมมีความแห้งกระด้าง และส่งผลทำให้เกิดปัญหาผมแตกปลายได้นั่นเอง ดังนั้นสาวๆ ควรใช้น้ำที่ผ่านการกรอง ในการสระผม จะดีที่สุด

3. เลือกใช้แชมพู และครีมนวดผม ตลอดจนเซรั่มบำรุงผม ให้เหมาะกับสภาพของเส้นผม และหนังศีรษะของเรามากที่สุด เนื่องจากจะสามารถฟื้นฟูส่วนทีเกิดปัญหาได้อย่างตรงจุดมากที่สุด ปัจจุบัน ก็มีแชมพูสำหรับการบำรุงรักษาผมแตกปลายออกมามากมายอีกด้วย สามารถซื้อหาได้ทั่วไปค่ะ

4. หมักผมเป็นประจำ อย่างน้อยเดือนละ 1-2 ครั้ง ด้วยสูตรต่างๆ จากธรรมชาติ เนื่องจากจะเป็นวิธีการทำให้เส้นผมนั้นได้รับสารอาหารได้อย่างเต็มที่ สำหรับสูตรทีเหมาะกับคนผมแตกปลายกก็ได้แก่ สูตรไข่ เบียร์ น้ำมันมะกอก มะเขือเทศ เป็นต้นค่ะ

5. ระหว่างการสระผม ไม่ควรเทแชมพู ลงไปบนศีรษะ หรือเส้นผมโดยตรง เนื่องจากจะเป็นการทำให้แชมพูนั้นไม่กระจายตัวไปตามเส้นผมมากเท่าที่ควร นอกจากนั้นยังสามารถทิ้งสารตกค้างเอาไว้มากมาย วิธีที่ดีที่สุดในการใช้แชมพูสระผม นั่นก็คือการบีบแชมพูลงบนฝ่ามือจากนั้นจึงลูบเนื้อแชมพูให้กระจายตัว แล้วจึงนำไปชโลมบนศีรษะค่ะ (สำหรับครีมนวดก็ทำเช่นเดียวกันนี้)

6. หลีกเลี่ยงการเช็ดผม หรือการหวีผมระหว่างที่เส้นผมมีความเปียกชื้น เนื่องจากจะเป็นช่วงที่เส้นผมมีความอ่อนแอสูง เมื่อหวีผมหรือเช็ดผมระหว่างนี้ จะทำให้เกิดการขาดหลุดร่วง หรือแห้งเสียได้ง่ายมากยิ่งขึ้นค่ะ ทางที่ดีควรเป่าผมให้แห้งก่อนจึงค่อยหวี จะดีที่สุด

7. หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องมือที่มีความร้อน กับเส้นผมเช่น ไดร์เป่าผม เครื่องหนีบผม โรลฟ้า หวีไฟฟ้า เป็นต้น เนื่องจากความร้อนจากเครื่องมือเหล่านั้นจะทำให้ความชุ่มชื้นของเส้นผมหายไป ส่งผลทำให้เกิดผมแห้ง และผมแตกปลายได้นั่นเอ

8. หลีกเลี่ยงการเผชิญกับผมลภาวะ แสงแดด ลม ฝนโดยตรง